โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 3-2 อลิซในดินแดนพิศวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-2 อลิซในดินแดนพิศวง

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 257

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-2 อลิซในดินแดนพิศวง
แบบอักษร

 

หลังจากตกลงกับอลิซได้ประมาณหนึ่ง ‘ฮีเจ’ ก็หันไปจ้องจีฮอนกับคาอึลที่กำลังเพลิดเพลินกับต๊อกผัดซอสอย่างเอาจริงเอาจัง ให้ความช่วยเหลือคนอื่นจากการจมน้ำ แต่ตัวเองดันจมน้ำแทน สองคนนั้นไม่หันมาแยแส แล้วก็กำลังเปิดตี้ต๊อกผัดซอสเนี่ยนะ ฮีแจเอ่ยถามอย่างยากเย็นกับอลิซว่ามีเรื่องปรึกษากับเพื่อนๆ ขอพูดด้วยภาษาเกาหลีสักครู่ได้ไหม เธอตอบกลับมาอย่างยินดีว่า “Sure. Why not?(แน่นอน ทำไมจะไม่ได้ล่ะ)” 

“คนนี้เขามาที่นี่ทำไมกัน ไม่สิ สิ่งที่ควรจะรู้ก่อนเป็นอันดับแรกคือ ฉันมาที่นี่ทำไม แค่มาคอยช่วยอยู่ข้างๆ ตอนกินข้าว พาเที่ยว ส่งกลับบ้านก็พอใช่ไหม” 

หากเป็นผู้ช่วยมาสองปี นี่คงเป็นการเติบโตอย่างสง่างาม ฮีแจถามคำถามเกี่ยวกับหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างสมกับเป็นผู้ใหญ่ และสมกับเป็นผู้ช่วย แน่นอนว่าสถานการณ์ตอนนี้มันแปลกประหลาด หากไม่สามารถโมโหกับท่าทางฝ่ายตรงข้ามที่นั่งอยู่ตรงหน้าได้ ก็คงต้องคลายปมที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ออกจึงจะถูกต้อง 

“สมเป็นคุณผู้ช่วย!” 

คาอึลที่ดูสดใสจนทำให้หัวของฮีแจหมุนคว้างรวดเร็วยิ่งกว่าโรลเลอร์โคสเตอร์ ยกนิ้วโป้งให้ 

“อาของจีฮันนี่ทำงานสืบหาคนน่ะครับ! แต่ไม่ใช่งานที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายนะครับ เป็นสำนักงานตามสั่งที่ถูกกฎหมายครับ” 

“พี่ อย่าเรียกว่าสำนักงานตามสั่งสิ” 

“ใช่ๆ! โทษที โทษที ใช้ชื่อว่า ‘Make your wish’ น่ะครับ คุณผู้ช่วย” 

ถึงไม่อธิบาย ฉันก็รู้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไรกลับไป สายตาของฮีแจกับจีฮอนสบกันครู่หนึ่ง เหนือโต๊ะสี่เหลี่ยมที่จัดวางอาหารเกาหลีไว้อย่างหรูหรา เหมือนเป็นช่วงที่กำลังทำสัญญาอะไรบางอย่าง 

“คนคนนี้ เธอเกิดจากแม่ที่เป็นคนเกาหลีและพ่อที่เป็นคนอเมริกันครับ เป็นคนรู้จักของคุณอาของพวกผม เพราะตามพ่อไปอยู่อเมริกาทันทีที่เกิดมาก็เลยไม่เคยได้เจอกับแม่เลยสักครั้ง ไม่นานมานี้พ่อเธอได้เล่าเรื่องแม่ที่เป็นคนเกาหลีให้ฟัง หากเป็นไปได้ก็อยากมาเจอหน้าสักครั้งครับ” 

“ครับ! ดังนั้นผมก็เลยมาช่วยเป็นการส่วนตัว” 

“เดิมเป็นคุณอากับอลิซนัดกันมาสองคน แต่ที่บ้านคุณอาเกิดเรื่องด่วน ผมก็เลยมาแทนครับ แต่ผมไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษ ขอโทษนะครับที่รบกวนกะทันหัน” 

จีฮอนเอ่ยขอโทษ ทั้งที่ริมฝีปากเป็นมันวาวเพราะกินต๊อกผัดซอส ฮีแจไม่กล้าที่จะโมโหกับท่าทางคล้ายเด็กที่เคี้ยวต๊อกผัดซอสอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งคิ้วที่ขมวดจนจะเป็นคำว่าขอโทษ 

“ถึงยังไงก็ตั้งใจจะพยายามกันสองคน แต่อลิซเอาแต่ถามนู่นถามนี่เยอะไปหมด แล้วผมก็ให้ตอบไม่ได้ ดังนั้นก็เลยยิ่งไม่กล้าตอบ คุณผู้ช่วยลองถามให้หน่อยสิครับ” 

ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วลองถามคำถามสองสามข้อกับอลิซด้วยภาษาอังกฤษที่ไปขัดเกลาจากฟิลิปปินส์ สิ่งที่เธอถามก็แค่อาหารที่จัดไว้บนโต๊ะคืออะไร ประเทศเกาหลีนั้นเป็นอย่างไร ตอนที่อธิบายเกี่ยวกับบาร์บีคิวเกาหลี ให้ความรู้สึกถึงความเจ็บปวดตอนคลอดลูกเลยทีเดียว 

อลิซที่ทานอาหารเสร็จแล้ว บอกว่าวันนี้อยากจะไปซื้อของขวัญให้แม่ ช่วยไปด้วยจะได้ไหม ท้วงถามว่าของขวัญของแม่เหรอด้วยภาษาอังกฤษ พอมองไปที่ผู้ชายสองคนที่กระดกน้ำชิกฮเย[1]รวดเดียว แล้วฮีแจจึงพยักหน้าเมื่อคิดว่าอย่างไรไปกับผู้หญิงเหมือนกันคงจะดีกว่า 

 

มยองดงในวันสุดสัปดาห์ แม้ไม่เคยคิดเลือกเป็นจุดหมายมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องของอลิซได้ คำถามของฮีแจที่ถามว่ามีที่ที่อยากไปไหม เธอก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า ‘มยองดง’ เลยไม่สามารถตอบไปว่าที่นั่นเป็นประตูนรกในช่วงสุดสัปดาห์ได้ 

ผู้หญิงต่างชาติผมทองคล้องแขนเดินไปเดินมากับผู้หญิงเกาหลีผมยาว และด้านหลังเป็นชายเกาหลีสองคนที่เดินต่อแถวตามหลังอย่างแปลกประหลาด ใครเห็นเข้าก็คงคิดว่ามาเดตคู่ 

“Wow! Myoung-dong is amazing! awesome! Where is a clothing shop for middle aged woman?(ว้าว! มยองดงนี่มหัศจรรย์สุดๆ! เยี่ยมไปเลย! ร้านเสื้อสำหรับผู้หญิงวัยกลางคนอยู่ตรงไหนคะ)” 

ถึงจะเป็นประตูนรกสำหรับฮีแจ หากเป็นสวรรค์สำหรับอลิซก็พอแล้ว อลิซที่รับรู้ทักษะการตีความภาษาของฮีแจได้อย่างรวดเร็ว ภาษาอังกฤษที่ใช้จึงเป็นประโยคคลาสสิกตามแบบที่เห็นจากหนังสือภาษาอังกฤษระดับมัธยมต้น สำเนียงภาษาอังกฤษของฮีแจเป็นเอกลักษณ์ และคล้ายเป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ แล้วก็คล้ายภาษาอังกฤษแบบเยอรมันด้วย อลิซพูดออกมาเหมือนเย้าแหย่ จึงได้ขำฮ่าๆ แบบฝืนๆ ออกไป แต่เรื่องที่ได้มาจากฟิลิปปินส์ซึ่งคล้ายจะขาดทุนนั้นถูกทิ้งไว้เป็นความลับ 

เดินวนไปมาทั่วมยองดงหาร้านเสื้อผ้าที่เหมาะกับหญิงวัยกลางคนสวมใส่ ทุกครั้งที่เข้าไปในร้านเสื้อผ้า จีฮอนกับคาอึลก็คอยเดินเตร่อยู่นอกร้านเหมือนแฟนหนุ่มที่ตามแฟนสาวมาชอปปิ้ง อลิซที่พอจะสนิทสนมขึ้นมาหน่อย ระหว่างเข้าออกร้านเสื้อผ้าอยู่หลายร้าน จึงเอ่ยถามทั้งที่เกี่ยวแขนของฮีแจเอาไว้ 

“Is that your boyfriend?(เขาเป็นแฟนของคุณเหรอคะ)” 

ปลายนิ้วเรียวของอลิซชี้ไปยังคาอึลกับจีฮอนที่กำลังเคี้ยวมันฝรั่งเกลียวทอดกันหนุบหนับ พอฮีแจตาโตขึ้น อลิซก็เอ่ยชื่อด้วยสำเนียงแปลกแปร่งออกมา 

“เอ่อ...” 

ภายหลังฮีแจก็ได้รู้ความจริงว่าได้เผลอใจเต้นไปครู่หนึ่ง 

“ชวีฮอน? จวีฮอน! จวีฮอน is your boyfriend?(จวีฮอนคือแฟนของคุณใช่ไหมคะ)” 

 

* * * 

 

แม้จะบอกไปว่าไม่เป็นไรเพราะยังไม่ดึกนัก หากคาอึลกลับให้จีฮอนไปส่ง ทั้งยังสั่งว่าให้คอยดูจนกว่าคุณผู้ช่วยจะปิดประตู แล้วเปิดไฟในบ้านแล้ว พอฮีแจถามคาอึลว่าแล้วนายจะไปไหน ทำไมไม่ไปส่ง จึงได้คำตอบกลับมาว่าจะให้คนน่ารักแบบตนกลับบ้านดึกดื่นคงไม่ได้ 

จีฮอนที่เคยมาบ้านของฮีแจด้วยเรื่องของแฟนเก่า จึงได้เดินนำหน้าฮีแจไปครึ่งก้าว ไม่มีลังเลว่าจะต้องไปยังที่ใด ปกติแล้วฮีแจเป็นคนเดินช้า เลยโดนเพื่อนบ่นตลอดว่าชักช้าอืดอาด แต่คงเป็นความเอาใจใส่ จึงก้าวตามย่างก้าวที่เนิบๆ ของจีฮอนได้สบายๆ 

“ดูเหมือนอลิซจะเข้ากับพี่ได้ดีนะครับ เหมือนได้ยินว่าอาทิตย์จะนัดกันอีก” 

อลิซชวนไปทานอาหารด้วยกันก่อนกลับอเมริกาเพื่อขอบคุณที่ช่วยพาไปซื้อของขวัญ 

“ค่ะ ก็คงจะอย่างนั้น” 

ความจริงแล้วจีฮอนไม่รู้ ว่าอลิซนั้นมีความคิดอื่นในใจ อลิซที่ถามออกมาว่า ‘จวีฮอน is your boyfriend? (จวีฮอนคือแฟนของคุณใช่ไหมคะ)’ ทำให้ฮีแจยกยิ้มขืน แล้วตอบไปว่า ‘No(ไม่)’ ทันใดนั้นสีหน้าของอลิซก็เปลี่ยนไป อลิซที่หอบเอาความอิสระเสรีทางความคิดมาตั้งแต่ที่อเมริกาบอกว่า ‘I think he is a good person. He’s attractive.(ฉันคิดว่าเขาเป็นคนดีนะคะ แล้วก็มีเสน่ห์ด้วย)’ แล้วตลอดการเลือกของขวัญก็เอาแต่สอบถามข้อมูลส่วนตัวของจีฮอน คำถามของอลิซที่เหมือนเข้ามาเติมเชื้อไฟ สิ่งที่ฮีแจบอกไปก็มีเพียงแค่อายุของจีฮอนเท่านั้น เพราะไม่สามารถบอกเรื่องอาหารที่จีฮอนชอบหรือรสนิยม สไตล์ของอีกฝ่าย ทั้งไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าแม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่แฟนของฉัน แต่ก็เหมือนจะชอบคนที่มั่นใจเหมือนฉัน พอฮีแจบอกว่า ‘คำถามแบบนี้ ไปถามเอากับเจ้าตัวคงจะดีกว่า การที่ฉันบอกให้รู้เองมันคงจะเป็นการเสียมารยาท’ อลิซก็ตอบรับแบบคูลๆ ว่า ‘ฮืออีเจพูดถูก’ แต่ว่าชื่อฉันคือฮีแจไม่ใช่เหรอไงกัน 

ตลอดเวลาที่เดินจากสถานีรถไฟใต้ดินมาถึงคอนโด คิดมาตลอดทางว่าจะบอกหรือไม่บอกเรื่องอลิซให้จีฮอนรู้ดี แต่ตอนนี้ก็เลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นการเลือกของแต่ละคน ใครก็ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ ตลอดเวลาที่ตีกับความคิดไร้สาระ บ้านของฮีแจก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว 

“ที่นี่ใช่ไหมครับ” 

“ค่ะ ใช่ค่ะ ยังไม่ถึงสี่ทุ่มเลยยังไงก็ขอบคุณที่มาส่งนะ กลับดีๆ นะคะ” 

หันหลังเตรียมจะกดรหัสตรงประตูกลางชั้นหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงจีฮอนถอยห่างไป จึงหันกลับไปอีกครั้ง แล้วก็เห็นว่ากำลังลังเลคล้ายมีเรื่องอยากจะพูด อ้า หรือว่าจะเป็นเรื่องนั้น ‘พี่ไม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ’ 

“เอ่อ ไม่กลับเหรอคะ” 

“คือ วันนี้ขอบคุณนะครับ” 

จีฮอนโค้งเก้าสิบองศา พ่อแม่ของเด็กนี่แค่ได้เห็นหน้าลูกชายคงจะภูมิใจ แล้วยังสั่งสอนไว้อย่างดีอีก ฮีแจเองก็โค้งเก้าสิบองศาให้เช่นกัน แล้วก็หันกลับไปกดรหัสอีกครั้ง กดรหัสแปดตัวลงไป แล้วจึงผลักบานประตูกระจก ราวกับคนอยากจะหนีเพราะกลัวว่าจะโดนถามว่าไม่มีอะไรจะพูดเหรอ 

“คือ พี่ครับ! วันนี้ก็ดูเท่อีกแล้วนะ มากๆ ด้วย” 

หันหลังกลับไปอีกครั้งด้วยดวงตาที่เบิกโตก็ได้เห็นจีฮอน ใบหน้าที่ยกยิ้มเสียจนยับย่น คล้ายกับเด็กซนที่ถูกพูดถึงทั่วซอย จีฮอนที่โบกมือให้ฮีแจเหมือนเด็กที่ถูกแม่เรียกกลับไปกินข้าวเย็นค่อยๆ ห่างไกลออกไป พอมองดูแผ่นหลังที่ก้าวไปด้วยความสบายใจ เพราะได้พูดคำที่อยากพูดออกมาจนหมดแล้ว หนึ่งวันในช่วงสุดสัปดาห์ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเหมือนโคมเวียน ไม่รู้เป็นเพราะว่าใส่ใจจีฮอนหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่ไปห้องน้ำ เธอก็จะเปิดแอปพลิเคชั่นแปลภาษา ถึงไม่กระดกลิ้นมากเท่าเจ้าของภาษา แค่อลิซฟังเข้าใจก็พอแล้ว เธอก็แค่อยากดูเท่ขึ้นอีกหน่อย จึงได้พยายามออกเสียงให้ดูเชี่ยวชาญ 

ทั้งที่เอาแต่หลบเลี่ยงจีฮอนที่เหมือนจะถามว่าไม่มีอะไรจะพูดเหรอ หากทำไมถึงหวังจะเป็นคนที่ดูเท่ในสายตาของเขากันล่ะ ฮีแจไม่เข้าใจตัวเองเลย กลายเป็นคนโลภที่ไม่อยากปล่อยของเล่นที่กอดเอาไว้เต็มอ้อมแขนแม้แต่อันเดียว อีกทั้งเพียงแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ลืมเลือนเรื่องที่ถูกแทมยองทอดทิ้งเป็นหนที่สองไปจนหมด 

 

 

[1] น้ำชิกฮเย เครื่องดื่มพื้นบ้านของเกาหลีที่มีรสหวาน ทำจากการใส่ข้าวในน้ำที่แช่ข้าวมอลต์ไว้แล้วหมักบ่ม พอเมล็ดข้าวลอยขึ้นก็ใส่น้ำตาล แล้วต้มจากนั้นรอให้เย็นจึงนำมาดื่ม 

ความคิดเห็น