โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 3-1 อลิซในดินแดนพิศวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-1 อลิซในดินแดนพิศวง

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้ สตอล์กเกอร์

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 289

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2563 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-1 อลิซในดินแดนพิศวง
แบบอักษร

 

พระอาทิตย์เจิดจ้ายามเช้าในช่วงสุดสัปดาห์เปล่งประกายเสียยิ่งกว่าทองคำ ฮีแจลืมตาขึ้นในบรรยากาศที่สดใสเป็นพิเศษ แม้ว่าตอนนี้จะอยู่เพียงลำพังก็ตามที แต่ก็ยังอับอายอย่างที่สุด หลังจากแทมยองจากไป ฮีแจก็นอนเหม่ออยู่บนเตียง หนึ่งคืนของฉันที่โดนปล่อยทิ้งไว้ที่โรงแรมสุดหรู ก่อนจะกลับมาที่บ้าน ในตอนที่กำลังวิตกว่าหากต้องการสานต่อเรื่องราวจะทำอย่างไร แต่ความมั่นใจของผู้หญิงที่ถูกทำลายลงก็ลากให้ฮีแจกลับมาที่บ้าน 

ความมั่นใจที่ตายไปเมื่อวาน หมอโฮจุนก็ไม่สามารถชุบชีวิตขึ้นมาได้ หลงลืมรสชาติขมปร่าไปชั่วครู่ และต้องการวนิลาลาเต้ที่คาเฟ่ชั้นหนึ่งใต้บริษัทเป็นอย่างมาก ดื่มกาแฟสำเร็จรูปดีไหมนะ ในหัวนั้นวิตกกังวล แต่ร่างกายกลับเกร็งค้างและนอนนิ่งเหมือนศพเท่านั้น จู่ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ในขณะที่ฮีแจนั้นจ้องมองเครื่องชงกาแฟที่วางอยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัว 

[คุณผู้ช่วย! ผมคาอึลนะครับ] 

โทรหาหัวหน้าในช่วงสุดสัปดาห์นั้น สำหรับคาอึลที่ไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็ไม่อยู่เฉยนั้น ไม่มีทางทำบ้าๆ แบบนี้เด็ดขาด 

“ทำไมกัน มีเรื่องอะไรเหรอ” 

[คุณผู้ช่วยเคยไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศใช่ไหมครั] 

“ก็เคยไป ว่าแต่มันทำไมเหรอ คุณคาอึลจะไปแลกเปลี่ยนเหรอ” 

[เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น คือผมมีเรื่องให้ต้องไปเจอคนรู้จักที่เป็นชาวต่างชาติ แล้วภาษาอังกฤษผมก็ง่อยมากน่ะครับ คิดซะว่าเป็นการพบปะเรื่องงาน คุณผู้ช่วยพอจะช่วยได้ไหมครับ] 

ฮีแจปิดปากเงียบ อันที่จริงเรื่องการไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศนั้น ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เธอเคยไปเรียนที่มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์หนึ่งปี เป็นสถาบันที่ให้ทำงานพิเศษไปด้วยได้ โดยหนึ่งสัปดาห์จะมีสามครั้งที่ได้สนทนาจริงในการช่วยงานที่โฮมสเตย์ซึ่งอยู่ในเครือสถาบัน ในตอนนั้นฮีแจกับเพื่อนจินตนาการถึงตนเองหลังจากนั้นหนึ่งปีอย่างตื่นเต้น หากเวลาผ่านไปหนึ่งปี ตอนกลับมายังสนามบินอินชอนอีกครั้งก็คงจะสามารถสวมจิตวิญญาณพูดภาษาอังกฤษได้ต่างกับตอนนี้ การออกเสียงตัวอาร์ที่น่าขบขันเหมือนกับทาเนยไว้ที่ลิ้นก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น 

แต่ก็ได้เข้าใจเมื่อไปถึงมะนิลาได้ไม่นานเท่าไหร่ว่านั่นเป็นความไร้เดียงสาของเด็กที่อวดดีเพียงใด คนในโฮมสเตย์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บางครั้งที่เจอกันทุกๆ เช้าก็จะพูดว่า ‘อูมากา’ หลังจากที่ได้เรียนรู้ ถึงเข้าใจว่านั่นคือภาษาตากาล็อก ภาษาทางการของฟิลิปปินส์ ในช่วงที่เข้าใจความหมายว่า ‘มากันดัง อุมากา’ หมายถึงอรุณสวัสดิ์ ก็ได้พบข้อด้อยอันยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือสำเนียงภาษาอังกฤษสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของครูสอนสนทนา ฮีแจกับเพื่อนเลิกเรียนสนทนา และใช้เวลาหนึ่งปีไปกับการท่องเที่ยวมะนิลาแล้วจึงกลับมา เมื่อแม่ตบก้นแล้วขอดูว่าไปเรียนมาได้ดีขนาดไหน จึงได้แสดงความชำนาญในการอ้อนขอลดราคาด้วยภาษาตากาล็อก 

ดังนั้นหากให้สรุปเรื่องราวอันยืดยาวในประโยคเดียวก็คือ ‘ไปแลกเปลี่ยนแต่ไม่ได้ภาษาอังกฤษ’ เป็นความจริงที่ไม่ได้บอกกับครอบครัวว่าไปใช้เงินสิ้นเปลืองแล้วกลับมา แต่ตอนนี้คงจะต้องบอกคาอึล 

“คือถ้าเป็นคนที่มาเพราะเรื่องงาน ไปหาผู้เชี่ยวชาญมาไม่ดีกว่าเหรอ ฉันพูดได้แค่สนทนาพื้นฐานเท่านั้นเองนะ” 

[คือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ คนคนนี้เขามาเที่ยวเสียมากกว่ามาธุระเรื่องงานครับ เขามาตามหาใครบางคน ก็เลยไม่มีเรื่องที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษยากๆ มันเป็นแบบนั้นล่ะครับ ช่วยหน่อยนะครับ] 

“หมายความว่ายังไง มันเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นจะเข้าใจเลย?” 

[ก็คิดซะว่ามาทำงานพิเศษได้ไหมครับ ถึงจะทำเป็นรู้ดี แต่ผมน่ะกำลังตื่นเต้น เขาพูดอะไรผมฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด!] 

“นายไม่เข้าใจ แล้วฉันจะเข้าใจได้ยังไง ไปถามคนอื่นไป” 

[จะให้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญตอนนี้เดี๋ยวนี้ยังไงล่ะครับ คุณผู้ช่วย แค่สองชั่วโมงเอง สองชั่วโมง!] 

“ไม่เอา ไม่ไป ไม่ไป!” 

เพราะถูกกรีดความมั่นใจเมื่อคืน ทำให้ไร้เรี่ยวแรง ฮีแจไม่อยากขยับตัวเลย ต้องการแค่ซึมซับความเสียใจ นอนอยู่บนเตียงอย่างโศกเศร้า 

[รองเท้าจอร์แดนอะไรช่างหัวมันเถอะ เงินเดือนออกคราวหน้าผมเลี้ยงเนื้อวัวเลย!] 

ไม่ใช่ว่าสนใจเนื้อหรอกนะ แต่มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าทำอะไรแล้วได้กินเนื้อฟรี มันก็คงดีกว่ามัวแต่จมอยู่กับเรื่องที่ผ่านไปแล้วอยู่ที่บ้าน ท่าทางของคาอึลที่เหมือนจะบุกถึงคอนโดแล้วร้องห่มร้องไห้ หากไม่ได้คำตอบว่าจะไป ทำให้ฮีแจหยิบโค้ทมาสวมขึ้นรถไฟใต้ดิน แล้วก็เปิดดูปฏิทินในมือถือ วันเงินเดือนออกครั้งหน้าคือวันศุกร์สินะ อย่างนี้ก็ต้องปาร์ตี้แล้ว 

ไปตามแผนที่ที่คาอึลส่งให้ก็พบร้านอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมที่แสนหรูหรา ผ่านเข้าประตูที่เปิดโดยอัตโนมัติไป คาอึลที่ผมสีน้ำตาลเหมือนลูกสุนัขก็วิ่งเข้ามากอด 

“คุณผู้ช่วยของผม! คุณผู้ช่วย! สิ่งล้ำค่าของผม! พระผู้ช่วยของผม! สิ่งล้ำค่าของผม!” 

คาอึลระดมถ้อยคำสละสลวยที่สามารถนึกได้ออกมา แถมยังเกี่ยวแขนเอาไว้ราวกับสวมกุญแจมือ 

“ฉันจะพูดอีกครั้ง ฉันก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษนะ ที่มาก็คิดว่าคงจะดีกว่านาย แต่ในความคิดฉันวันนี้ก็แค่มาคอยช่วยตามเฝ้าดูเท่านั้น ตอนเจอกันครั้งหน้าก็ติดต่อหาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ซะเถอะนะ” 

“กลัวใครไม่รู้ว่าเป็นผู้ช่วยเหรอครับ ขนาดวันสุดสัปดาห์ก็ยังสั่งผมอีกนะเนี่ย ไอ้เรื่องสั่งงานเนี่ยเอาไว้ก่อน ตอนนี้รีบเข้าไปเถอะครับ ข้างในนั้นตอนนี้จีฮอนกำลังเหงื่อท่วม นั่งเผชิญหน้ากับคนต่างชาติแบบตัวต่อตัวอยู่นะครับ” 

พูดว่าตัวต่อตัว ใครมาได้ยินเข้าจะเข้าใจว่ากำลังแข่งขันชกมวยยูเอฟซีกับคนต่างชาติกันพอดี ฝีเท้าของฮีแจที่กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องวีไอพี พร้อมทั้งทำเสียงขึ้นจมูกนั้น พลันชะงักหยุด เดี๋ยวนะ ที่ฉันได้ยินตอนนี้มันเหมือนจะไม่ถูกต้องนะ? 

“ใครอยู่ข้างในนะ” 

“จีฮอนครับ เด็กที่ทำงานอยู่คาเฟ่ชั้นหนึ่งใต้บริษัท น้องชายแถวบ้านไงครับ” 

ได้แต่ปิดปากที่ตั้งใจจะพูดว่า ทำไมไม่บอก ถ้ารู้ว่าเป็นจีฮอน ฉันคงไม่มาที่นี่หรอก! ถ้าหากคาอึลได้ฟังคำพูดของฮีแจแล้ว เกิดถามว่าถ้ารู้ว่าเป็นจีฮอนแล้วทำไมถึงไม่มา ทั้งสองคนมีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้เหรอ มันคงเหมือนมาให้สอบปากคำแทน ไม่สามารถเปิดเผยสถานการณ์ของฉันกับคาอึลได้ นี่เป็นเรื่องระหว่างฮีแจกับจีฮอนไม่ใช่เรื่องที่จะเปิดใจพูดคุยกับบุคคลที่สาม ทั้งที่ตอนเช้าวันนี้ยังได้รับข้อความว่า ‘พี่ไม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ’ แต่ถ้าได้เจอหน้าก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี 

ฮีแจที่เกิดกระวนกระวาย แสดงอาการออกมาอยู่เรื่อยๆ ประตูบานเลื่อนหรูหราถูกเปิดออก บรรยากาศและสีสันราวกับหลุดออกมาจาก ‘รายการรักออกอากาศ’ มาตามหาอดีตสามีที่พลัดพรากด้วยเหตุสงครามเมื่อห้าสิบปีก่อน แล้วกังวลว่าคนคนนั้นจะออกมาจากหลังประตูนั่นไหม หากไม่ออกมาจะทำอย่างไร ถึงออกมา แต่หากจำกันไม่ได้ล่ะ ถ้าแปลกไปจะทำอย่างไร แต่งงานใหม่แล้วหรือยัง กระทั่งในวินาที่ที่ประตูถูกเปิดออก ความคิดนับสิบก็ยังพัดกระหน่ำ ลองจับมือของคาอึลที่ตอนนี้เหมือนเป็นพิธีกร 

“จีฮันนี่! เปิดตัวผู้ช่วย! อลิซ ดิสอิสมายเฟรนด์! เซย์ ฮัลโหล” 

คาอึลจะรู้ตัวไหมว่าตอนนี้ตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ ฮีแจเองก็ไม่รู้ แล้วเจ้าตัวเองก็เหมือนจะไม่รู้นะ แต่สิ่งที่ฮีแจเองสามารถรับรู้ได้ในคือ สีหน้าของจีฮอนที่เคยเหี่ยวเฉา ตอนนี้สดใสราวกับฉายสปอร์ตไลท์ ไม่ใช่สีหน้าตกใจที่ได้รู้ว่าฮีแจคือผู้ช่วยในเรื่องภาษาอังกฤษ 

“คุณผู้ช่วย นั่งลงตรงข้ามอลิซเลยครับ ซิท ซิท” 

“กับพวกเราเองไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษหรอกน่า” 

“อ้า ครับผม! เยส เซอร์!” 

ฮีแจพูดห้ามใช้ภาษาอังกฤษด้วยกันเอง พร้อมกับสะกิดสีข้างของคาอึลส่งสัญญาณ อลิซอ้าปากยัดเนื้อวัวหมักย่างเข้าปากในคำเดียว และมองมาที่ฮีแจพลางยิ้มสดใสพร้อมยื่นมือมา เธอเป็นสาวสวยผมทองที่รูปร่างดีและตัวสูง แม้จะเป็นการย้อมผมสีทองมา เพราะเห็นโคนผมสีน้ำตาลเข้มที่โผล่ออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นคนที่สวยมาก ฮีแจจับมือเล็กเรียว พร้อมทั้งเม้มปากแน่น คงจะต้องเริ่มแล้ว ทักษะของฉันที่ไปขัดเกลาจากฟิลิปปินส์ 

“Are you Alice? Nice to meet you. I’m Heejae(คุณคืออลิซเหรอคะ ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันฮีแจ)” 

“oh, Hi. ฮืออีชเว?” 

“Listen carefully and repeat. (ฟังดีๆ แล้วพูดตามนะคะ) ฮี แจ” 

ฮีแจพูดภาษาอังกฤษซึ่งได้เรียนมาจากสถาบันในฟิลิปปินส์ พลางอธิบายชื่อของตัวเอง ดูๆ ไปแล้วน่าจะเป็นการชักชวนให้เรียกชื่อให้ถูกมากกว่าการอธิบาย ชื่อของฉันไม่ใช่ ‘ฮืออีชเว’ แต่คือ ‘ฮีแจ’ ชื่อของฉันไม่มีความผิดอะไร ไม่มีความผิดเลยสักนิด 

 

ความคิดเห็น