โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 2-6 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-6 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 252

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-6 ท่ามกลางสายลมกับสายลม
แบบอักษร

 

เป็นข้อความของเด็กหนุ่มที่คาเฟ่ชั้นหนึ่ง ฮีแจยืนอยู่ตรงทางเดินเหมือนรูปปั้น แล้วจ้องไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งตามมุมต่างๆ ตอนนี้ฉันโดนแอบถ่ายอยู่เหรอ รู้สึกกลายเป็นตัวเอกของ ‘ชีวิตมหัศจรรย์ ทรูแมน โชว์[1]’ ที่จีฮอนคงไม่รู้จัก 

ใช่ การเลิกดื่มวนิลาลาเต้เป็นเรื่องที่โหดร้าย ฮีแจตัดสินใจแก้ไขเรื่องที่ไม่ได้ดื่มวนิลาลาเต้ในตอนเช้า โดยการเข้าไปยังร้านคาเฟ่ที่เห็นเป็นร้านแรกบนทางสั้นๆ จากสถานีรถไฟใต้ดินมายังบ้าน ซื้อวนิลาลาเต้มาอย่างไม่ลังเล ลาเต้อุ่นร้อนซึมเข้าสู่กระเพาะ ทำให้รู้สึกถึงคาเฟอีนในเลือดที่เต้นรำอยู่ เกิดเป็นช่วงเวลาการเต้นอย่างสนุกสนานในเส้นเลือด เมื่อความอบอุ่นของลาเต้ที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือลดลง ฮีแจก็มาโผล่ที่คอนโดที่ซื้อไว้ แล้วรีบเข้าไปข้างใน เพลิดเพลินกับช่วงเวลาของฉันกับลาเต้ โยนความคิดที่ปลุกปั่นภายในและความกระหายน้ำตลอดทั้งวันทิ้งไป ไม่ได้เลิกดื่มลาเต้ เพราะงั้นต้องเลิกคิดไร้สาระ ขบคิดอะไรไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้มีความต่อเนื่องกันเลยสักนิด พร้อมกับเดินเข้าไปยังล็อบบี้คอนโด แต่เสียงร้องแผ่วเบาก็ดังมาจากที่ไหนสักที่ 

“ดะ เด็กเหรอ? เสียงร้องไห้?” 

สายลมหนาวรุนแรงเจือด้วยเสียงร้องที่คล้ายเสียงเด็กร้องไห้ โลกนี้ช่างโหดร้ายไร้ซึ่งความเมตตา ถึงได้เอาเด็กแรกเกิดมาทิ้งไว้ที่หน้าคอนโดคนอื่น ต้องกดโทรหา 112 อากาศหนาวหากเด็กเป็นอะไรไปคงไม่ดีแน่ หรือกดโทรหา 119 ดี แววตาของฮีแจสั่นไหว รู้สึกถึงขนที่ลุกชันขึ้นที่หลังคอ แต่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นนี้ไม่มีเวลามาลังเล ฮีแจที่ไร้ซึ่งความกลัวก้าวไปยังซอยข้างคอนโดทันที เดินห่อไหล่เข้าไปถึงเกือบกลางซอย และก้าวเร็วๆ ด้วยความมุ่งมั่น เสียงน่าสงสัยที่เข้าใจว่าเป็นเสียงเด็กร้องไห้ พลันปรากฎตัวตนแท้จริงเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ 

“เมี้ยว เมี้ยว” 

“อ้า แกนี่เอง ทำไมอยู่ตัวเดียวล่ะ แม่ไปไหนแล้ว” 

เป็นลูกแมวตัวขนาดเท่าฝ่ามือผู้ชายตัวหนึ่ง เจ้าลูกแมวลายทางสีขาวสลับเหลืองขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของตุ๊กตาหมีที่ตั้งอยู่กลางกองขยะ ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่ติดสติ๊กเกอร์ว่า ‘แจ้งที่ทำการเขตแล้ว’ สีสันเดิมเลือนหายและดูเหมือนจะผ่านการเวลามานานมาก มองดูตุ๊กตาหมีขนาดเท่าคนที่ถูกทิ้ง บ่งบอกว่าวันนี้มีคู่รักหนึ่งคู่เลิกรากันอีกแล้ว แต่ความเจ็บปวดของพวกเขาได้ถูกปลดปล่อยและตอนนี้ก็อยากขอบคุณ เพราะทำให้ลูกแมวอ่อนแอตัวหนึ่งสามารถทนผ่านค่ำคืนอันมืดมิดมาได้ 

“แม่แกแค่ออกไปข้างนอกแป๊บเดียว ก็คงต้องปล่อยแกไว้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ การปล่อยแกไว้ตัวเดียว มันไม่ใช่พฤติกรรมของแม่ลูกติดที่ยังสติดีอยู่เลยนะ คลอดแกออกมาตอนอายุยังน้อย เลยตกใจแล้วก็หนีไปอย่างนั้นเหรอ” 

ฮีแจบ่นพึมพำอยู่คนเดียว เหมือนแรปเปอร์ที่ต้องแรปทั้งที่ลืมเนื้อเพลง วันที่มาสำรวจหาบ้านที่น่าสนใจได้ยินว่ามีที่ที่เพดานสูง แต่ว่าสะอาด แล้วก็เก็บเสียงได้ดี จึงได้เซ็นสัญญาซื้อในทันที ซึ่งก็คือที่นี่ หลังจากย้ายมาก็ได้เห็นกระดาษสีขาวจากฝ่ายดูแลที่ติดประกาศเอาไว้ตรงประตูหลัก ในกระดาษระบุกฎเอาไว้ว่าห้ามสูบบุหรี่ภายในห้องพัก ห้ามส่งเสียงดังยามวิกาล และ ‘ห้ามเลี้ยงสัตว์’ ตอนนั้นไม่ได้คิดจะเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว จึงไม่ได้ใส่ใจ แต่ในตอนนี้เดี๋ยวนี้ใส่ใจอย่างมาก รู้สึกสงสาร แล้วถ้าพาไปด้วย หากเจ้าลูกแมวที่ดูยังไม่โตเท่าไหร่เกิดร้องทั้งคืนจะทำอย่างไรล่ะ จะให้ใครจับได้แล้วเอาไปแจ้งฝ่ายดูแลคอนโดก็ไม่ได้ 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ได้เลิกรากับคนคุยที่เคยเชื่อมั่นว่า ‘ครั้งนี้รู้สึกดีนะ เหมือนจะไปได้ดี’ ด้วยความโมโหเลยดื่มกับเยอึน ถึงเป็นการดื่มเพื่อระบายความโกรธ หากก็ดื่มมากไป ทั้งสองคนเลยออกมาร้องเพลงตะโกนไล่ไปให้พ้นที่ทางเดินในคอนโด หัวเราะคิกคักเหมือนเด็กประถมที่ได้ดูโชว์ตลก ทั้งส่งเสียงดังที่ทางเดิน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้รับการตักเตือนตั้งแต่ฝ่ายดูแล จึงไม่กล้าทำเรื่องหน้าอายอีก หากถูกจับได้ว่าเลี้ยงสัตว์ทั้งที่ห้ามเลี้ยง ถึงไม่ได้ถูกไล่ออกไป แต่คราวนี้คิดว่าจะต้องอับอายที่จะมองหน้าคุณลุงฝ่ายรักษาความปลอดภัย ก็ทำให้เกิดการถกเถียงอยู่ในใจว่าจะอุ้มลูกแมวขึ้นไปหรือไม่ดี 

“เฮ้อ แกดันผิดกฎซะได้” 

รับรู้โดยสัญชาตญาณว่าคนนี้แหละคือคนที่จะช่วยเหลือตนเอง เจ้าลูกแมวจึงผละจากอ้อมกอดของตุ๊กตาหมีที่อบอุ่นแต่ก็ไร้ไออุ่น แล้วขยับเข้าหาฮีแจ และยังยกหางตั้งขึ้นส่ายไปมา ทั้งเบียดตัวผอมบางมาที่ขาของฮีแจ การดิ้นรนเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยทำให้ฮีแจที่น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัวอุ้มแมวมาไว้ในอ้อมกอด 

แต่ในวินาทีที่เจ้าแมวน้อยมุดเข้าด้านในเสื้อกันหนาวก็แทบร้องอุทาน เหล่าคนรักสัตว์ทั้งหลายไม่ส่งเสียงออกมาเลยเหรอ! ถ้ารับผิดชอบไม่ได้ก็ไม่ควรให้โอกาสตั้งแต่แรก อย่าเปิดใจ ทว่าเจ้าลูกแมวที่ได้ลองสัมผัสไออุ่นของคนแล้ว ก็ไม่ยอมผละออกไปง่ายๆ และไม่สามารถเอาออกไปได้ง่ายๆ เช่นกัน เธอได้แต่ยืนอยู่หน้าคอนโด และได้แต่ตอกย้ำตัวเองว่า เอาเข้าไปไม่ได้นะ ฮีแจที่เดินไปเดินมาอยู่หน้าล็อบบี้ครู่หนึ่ง ก็เอาโทรศัพท์ออกมา 

“เพื่อน เธอยังเลี้ยงแมวอยู่ไหม” 

[ไม่โทรมาตั้งนาน จู่ๆ ก็พูดถึงแมวเนี่ยนะ ก็เลี้ยงอยู่ สองตัว] 

“หือ? สองตัว? ดีเลย” 

[อะไรดี?] 

“ช่วยอะไรฉันหน่อยสิ” 

[ทำไม มีเรื่องอะไรล่ะ] 

“ฉันจะให้โอกาสเลี้ยงแมวตัวที่สามไง! ฮิๆ!” 

เพื่อนผู้ใช้ชีวิตเป็นทาสมาถึงสิบปี ที่บ้านเลี้ยงแมวเอาไว้สองตัวแล้ว เพื่อนที่เคยบอกว่ามันก็ลำบากอยู่นะ พอเห็นรูปของแมวที่น่ารักมากๆ ก็กรีดร้องออกมา เพราะความแปลกประหลาดในแววตาที่ลึกลับนั่น พอสัญญาออกไปว่าถ้าต้องการเบาะแมว อาหาร ก็จะซื้อให้รวมถึงซื้อคอนโดแมวให้อันนึงด้วย เพื่อนก็รับแมวไว้ในอ้อมกอดทันที 

“นี่ เจ้านั่นดูจะสนิทกับเธอแล้วนะ เอาแต่มองเธอตลอดเลยนี่” 

“ดูท่าฉันจะมีเสน่ห์กับสัตว์เลี้ยงนะเนี่ย” 

“ไร้สาระเถอะ ยังไงก็ตาม! เธอทำให้ฉันกลายเป็นแม่ลูกสาม ถ้าทำไม่รู้ไม่ชี้ฉันไม่ปล่อยไว้แน่! ถ้าเลือกเบาะกับคอนโดแมวสามชั้นได้แล้วจะส่งที่อยู่ไปให้” 

“รู้แล้วน่า ฉันจ่ายให้เอง ช่วยเลี้ยงดีๆ ก็พอ” 

ด้วยเป็นพนักงานบริษัทที่พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงาน อุ้มเจ้าลูกแมวสีเหลืองได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องรีบออกจากบ้านเพื่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลืมสายตาของเจ้าลูกแมวที่เหลือบมองฮีแจ ดวงตากลมโตแวววาวด้วยสีสันสดใสดูเศร้าหมอง แต่การอยู่กับทาสแบบฉันที่ไม่มีประสบการณ์และไร้คุณสมบัติ กับการได้อยู่กับคนที่เลี้ยงได้ เจ้าแมวเองก็คงจะมีความสุขมากกว่า หากมีหนทางที่สามารถมีความสุขได้อย่างชัดเจน การไปตามเส้นทางนั้นก็ถูกต้องแล้ว 

หากก็คอยเอาแต่นึกถึงดวงตากลมโต แววตาที่ติดตามเพียงแค่ฮีแจอยู่เรื่อย แล้วก็นึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา 

 

* * * 

 

เมื่อคืนฝันถึงเจ้าแมวลายทางสีเหลืองร้องไห้อย่างโศกเศร้าอยู่หน้าบ้านของฮีแจ เหมือนจะหนาวตาย เสียจนอยากวิ่งออกไปในทันที แต่คุณลุงยามกลับยืนทำหน้าดุอยู่ที่หน้าประตูหลัก 

‘นี่หนูไม่รู้กฎของคอนโดนี้เหรอ ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้าม! มันคือข้อห้าม ไม่ได้เด็ดขาด หนูก็ดูรู้ความนะทำไมถึงไม่เชื่อฟังแบบนี้ ’ 

‘ไม่ใช่นะคะ คือคุณลุง หนูเข้าใจค่ะ หนูไม่ได้จะเลี้ยง แค่พาเข้ามาแป๊บเดียว ช่วยให้มันหายหนาวก็เท่านั้นเอง ถ้ามันหนาวตายไปแบบนั้น คุณลุงจะรับผิดชอบไหมคะ คุณลุงจะนอนหลับได้เหรอคะ’ 

‘ถ้าไม่ได้จะรับมาเลี้ยง ก็อย่ามาทำเป็นคนดี! ถ้าไม่ให้โอกาส ก็จะไม่ทำให้เกิดแผล พอเถอะนะ แล้วก็อย่าได้ก้าวเท้าเข้ามาในนี้แม้แต่ก้าวเดียว’ 

ในความฝันได้ประชันพละกำลังกับคุณลุงยามจนอ่อนแรง ออกแรงผลักลุงยามราวกับจูเลียตที่กระทำการอันกล้าหาญขัดขืนครอบครัวเพื่อไปเจอคนรักจนสำเร็จ แล้วในวินาทีที่ยื่นแขนไปทางเจ้าลูกแมวสีเหลือง คุณลุงยามที่คิดว่ากันออกไปได้แล้ว ก็มาคว้าข้อเท้าเอาไว้อย่างกะทันหัน ก่อนได้เจอเจ้าลูกแมวสีเหลืองแค่เสี้ยววินาที เธอก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดหัว จึงพบว่าข้อเท้าถูกพันไว้ด้วยผ้าห่มผืนหนา ทั้งร่างก็ร่วงตกลงมาข้างล่างเตียง 

ร่างกายที่อ่อนล้าตั้งแต่ก่อนไปทำงาน ทำให้ตัดสินใจว่าวันนี้จะต้องดื่มวนิลาลาเต้ยามเช้า การตัดสินใจก็คือการตัดสินใจ แต่ความกระอักกระอ่วนก็ยังเป็นความกระอักกระอ่วน จึงไม่อาจไปที่ร้านคาเฟ่ชั้นหนึ่งใต้ตึกบริษัทได้ อย่างไรเสียก็เป็นเขตที่เต็มไปด้วยพนักงานบริษัทเสียจนคาร์บอนไดออกไซด์ที่พนักงานบริษัทพ่นออกมาทำให้เกิดโลกร้อนได้ เลยไปคาเฟ่ที่ตึกฝั่งตรงข้ามแทน เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว วนิลาลาเต้ที่คาเฟ่ตึกฝั่งตรงข้ามร้านทำรสชาติออกมาได้หวานน้อยดี ออกจากคาเฟ่ด้วยสีหน้าพึงพอใจเล็กน้อย แต่ที่ว่าโชคชะตาของมนุษย์คือสิ่งที่เทพกระทำยามเบื่อหน่ายนั้นดูท่าจะจริง เมื่อได้เจอกับจีฮอนที่ออกมาทิ้งขยะเข้าอย่างจัง อ้า ความพยายามที่จะไม่ไปที่นั่นเพราะไม่ชอบความกระอักกระอ่วนแบบนี้ สลายไปไม่มีเหลือ 

“มาสายนะครับ พี่” 

“ก็ไม่สายนี่” 

“ก็ปกติจะมาที่คาเฟ่ตอนประมาณแปดโมงสิบนาทีนี่ครับ ตอนนี้มันยี่สิบนาทีแล้วนะครับ” 

“ก็ ก็มันหลับๆ ตื่นๆ น่ะ” 

อยากจะตีปากตัวเองที่พูดตะกุกตะกัก แต่ก็ทำไม่ได้ ต้องการข้อแก้ตัว แทนที่จะเป็นการพูดออกไปได้ในทันที 

“เฮ้อ อาการหนาวมากเลยนะ ปากชาจนพูดไม่ค่อยออกเลย” 

จีฮอนจ้องมองมือที่กำลังนวดปาก สลับกับกาแฟที่อยู่ที่มือของฮีแจ ทั้งที่ยังถือขยะไว้ในมือหนึ่งและเหลือบมองฮีแจด้วยดวงตากลมโต แล้วเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง 

“พี่ครับ เลิกงานแล้วพอจะว่างไหมครับ ผมมีเรื่องจะบอก” 

 

[1] ชีวิตมหัศจรรย์ ทรูแมน โชว์ ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยจิม แคร์รี เข้าฉายที่อเมริกาในปี ค.ศ.1998 

ความคิดเห็น