email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 413

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2562 16:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20
แบบอักษร

แตนพูดไปตามแบบที่ตัวเองคิดโดยที่ไม่ได้นึกเอะใจ หรือสงสัยอะไรในพฤติกรรมเหล่านั้นของนายตำรวจหนุ่มเลยแม้แต่น้อย แต่เตี้ยกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะสำหรับคนหนุ่มที่มีทั้งหน้าตาและฐานะในสังคมเช่นก้องเกียรติแล้ว ถึงจะเหงาหรือว้าเหว่แค่ไหนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะมาตามติดกับสาวชาวบ้านธรรมดาๆแบบลูกสาวของตนเช่นนี้ได้ นอกเสียจากว่าเขาจะคิดอะไรไปมากกว่านั้น เพราะถึงแม้ว่าแตนนั้นจะเป็นแค่เด็กบ้านนอกคอกนาจนๆคนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็หน้าตาดีและน่ารักอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และในเวลาเดียวกันนั้น ชายหนุ่มผู้เป็นหัวข้อของการสนทนากันของสองแม่ลูกในเช้านี้นั้น ก็กำลังนั่งซดน้ำเต้าหู้ร้อนๆอยู่ในตลาดอย่างสบายอกสบายใจเป็นที่สุด ปาท่องโก๋สองตัวกับน้ำเต้าหู้แก้วหนึ่งเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับมื้อเช้าที่เย็นสบายแบบนี้ แต่แล้วความสุขเล็กๆนั้นก็สะดุดลง เมื่อเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้าของเขานั้นดังทำลายบรรยากาศขึ้น ก้องเกียรติหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูปรากฏว่าเป็นสายของแม่ของเขาที่อยู่กรุงเทพนั่นเองที่โทรเข้ามา

"ฮัลโหล อรุณสวัสดิ์ครับแม่ แหมโทรมาแต่เช้าเชียว คิดถึงผมเหรอฮะ?" ลูกชายคนเก่งหยอกเย้ามารดาของเขาแต่เช้าอย่างอารมณ์ดี

"อื้อหือ..เปล่าซะหน่อยแม่ก็แค่..แต่ว่าเอ๊ะ! หรือว่านี่แกยังไม่ได้ลุกจากที่นอนน่ะหือตาก้อง นี่มันเกือบๆจะเจ็ดโมงเช้าแล้วนะลูก" คุณพวงเพชรเสียงเขียวใส่ลูกชาย พลางแหงนหน้าขึ้นมองไปที่นาฬิกาที่ติดอยู่ที่ผนังใกล้ๆนั้น

"โธ่!แม่ฮะ ผมน่ะไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคร้าบ ผมตื่นตั้งนานแล้วฮะ ตอนนี้กำลังนั่งซดน้ำเต้าหู้อยู่ที่ตลาดเนี้ย! อ่ะ!ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวจะถ่ายรูปลงในไลน์ให้ดูก็ยังได้เลยนะครับ" ก้องเกียรติแกล้งทำเสียงงอนๆใส่มารดา แต่ทางนั้นกลับหัวเราะกลับมาเบาๆอย่างอารมณ์ดี ลูกชายของเธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ

"เออๆๆๆเชื่อแล้วล่ะ ไม่ต้องส่งรูปส่งอะไรมาหรอกนะฮ่ะๆๆๆ ก็เห็นว่าช่วงนี้อากาศกำลังเย็นสบายดี ก็เลยคิดว่าจะนอนเพลินไปก็เท่านั้นเองแหละ"

"อันนี้จริงครับแม่ ที่นี่อากาศดีมากๆเลยฮะ ถึงจะเข้าหน้าหนาวแล้วแต่มันก็ไม่ถือว่าหนาวอะไรมากมายนัก กำลังดีเลยครับ เอ๋!แต่ว่าแม่โทรมาแต่เช้าเนี้ยมีอะไรหรือเปล่าครับ? ผมก็ลืมถามไปเลยฮ่ะๆๆๆ"

"อ้อ..เออใช่ๆแม่จะโทรมาถามว่าวันขึ้นปีใหม่นี้น่ะ แกจะกลับมาบ้านหรือเปล่าน่ะสิ รอให้โทรขึ้นมาหาก็ไม่เห็นโทรมาสักที แม่ก็เลยต้องโทรมาถามดูนี่แหละ"

"อ้อๆๆจริงสินะครับ ผมก็ลืมไปเลย ยังไม่รู้ครับแม่ ผมไม่มีโปรแกรมที่ไหน เลยยังไม่ได้คิดน่ะครับ"

"เหรอ..อือ แล้วไงล่ะ? อยากกลับมาไหม? ถ้ามาแม่ก็จะรอพบแกก่อน"

"หือ..ทำไมฮะ? แม่จะไปไหนเหรอ?"

"อ้อ..พอดีว่าพี่ต้องเขาชวนไปญี่ปุ่นน่ะ พ่อเขาเลยให้โทรมาถามแกก่อน เผื่อว่าแกจะลงมากรุงเทพ แล้วเดี๋ยวจะไม่เจอใครที่บ้านน่ะสิ"

"อ้อ..อย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นน่ะแม่กับพ่อไปเที่ยวกับพี่ต้องให้สนุกเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอก นานๆทียัยพี่ขี้เหนียวจะพาไปเลี้ยงสักที ฮ่าๆๆๆ เอาไว้หยุดคราวหน้าผมค่อยลงไปก็ได้"

"เอางั้นเหรอ เอ้า!ถ้าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ ว่าแต่แกล่ะ? อยู่ทางโน้นน่ะเป็นอย่างไรบ้างลำบากอะไรหรือเปล่าลูกหือ..?"

"ผมสบายดีครับแม่ ไม่ต้องห่วงเลยฮะ ทุกอย่างที่นี่ดีมากๆสบายใจได้ครับ อ่อสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยก็แล้วกันนะคร้าบ เที่ยวให้สนุกนะครับแม่สวัสดีครับ"

"สวัสดีจ้า อยู่ดีมีสุขนะลูก" ก้องเกียรติวางสายจากมารดาลงด้วยความสุขใจ พ่อกับแม่ของเขาน่ารักเสมอ ความรักที่พ่อแม่มีให้กับลูกๆนั้นเป็นนิจนิรันดร์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกับใครบางคนที่เคยบอกว่ารักเขานักหนาจนแทบจะตายแทนกันได้ แต่มาวันนี้เธอกลับหันหลังจากไปอย่างไม่เหลือเยื้อใยใดๆต่อกันเลยสักนิด และแล้วภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่ยังอยู่ในความทรงจำของเขายังกับว่ามันพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวันสองวันก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง ก็ผ่านเข้ามาในหัวของเขาอีกครั้ง ขณะนั้นก้องเกียรติประจำการอยู่ที่สน.แห่งหนึ่งในกรุงเทพ แต่แล้วจู่ๆเขาก็ได้รับคำสั่งแบบไม่คาดคิดลงมาว่า ให้ย้ายไปประจำที่ต่างจังหวัดซึ่งก็คือที่ๆเขากำลังประจำอยู่ในตอนนี้นั่นเอง และเรื่องนี้ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขากับวิจิตราแฟนสาวนั้นต้องทะเลาะกันใหญ่โต และสุดท้ายเธอก็ขอเลิกกับเขาไปในที่สุดด้วยเหตุผลที่ว่า

"ถ้าก้องไปวิก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะรอก้องได้หรือเปล่า" เขายังจำคำขู่นั้นของเธอได้เป็นอย่างดี

"วิครับ ทำไมวิถึงพูดแบบนั้นล่ะ? ที่ผมทำอยู่นี่ก็เพื่ออนาคตของเราสองคนนะ คุณก็รู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหนน่ะ แล้วทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจเลยล่ะ?" เขาพยายามอ้อนวอนเธออย่างเต็มที่ แต่คำตอบที่ได้นั้นทำให้ลูกผู้ชายอย่างเขาพูดอะไรไม่ออกอีกเลย

"เพื่ออนาคตของเรา แต่ก็ไม่เห็นจะต้องออกไปตรากตรำทำงานที่ภูธรแบบนั้นเลยนี่คะก้อง วิจะช่วยพูดกับคุณพ่อให้ก้องก็ไม่ยอมอ่ะ แล้วอย่างนี้จะให้วิเข้าใจว่าอย่างไรล่ะคะ? ก้องไม่คิดถึงจิตใจของวิบ้างเลยอ่ะ ก้องคิดถึงแต่ตัวเองแบบนี้ได้อย่างไรกันน่ะ" พูดจบหญิงสาวก็หันหลังใส่เขาทันทีอย่างแสนงอน ก้องเกียรติได้แต่ยืนเม้มปากแน่นสนิทอยู่กับที่อย่างอับจนหนทางที่จะพูดอะไรต่อ ก็จริงที่พ่อของวิจิตรานั้นมียศเป็นถึงพันตำรวจเอก ถ้าคิดที่จะให้ท่านช่วยเรื่องการโยกย้ายนั้น ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่ทว่าก้องเกียรติเองกลับไม่ต้องการแบบนั้นเขาต้องการที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปในอาชีพการงานด้วยความคิดและความสามารถของตัวเองไม่ใช่ด้วยบารมีของคนอื่นแบบนี้ เพราะอย่างนี้เขาจึงทิ้งความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ข้างหลังแล้วจากมาอย่างคนสิ้นแรงใจอย่างแท้จริง

ในช่วงบ่ายแก่ๆของวันต่อมา ขณะที่แตนกำลังนั่งเล่นอยู่ที่แคร่ข้างบ้านใต้ต้นขนุนอยู่นั้น เตี้ยเดินลงมาจากบนบ้านเข้ามานั่งข้างๆลูกสาวพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างไม่ได้จริงจังอะไรนักว่า

"แตนมื่อแลงมึงสิไปสวดมนต์ข้ามปียุวัดไต้กับแม่ยุบ้อ"

"ไปกะได่ แต่เจ่าอย่ายุดึกหลายเด้ออิแม่ ตอนเซ่าข่อยสิตื่นไปหดน้ำผักไห่อิพ่อบ่ทันเด้"

"ซุมื่อพ่อมึงกะไปกับบักต่อบ่แมนติ แล้วมึงสิไปเฮ็ดอิหยังอีก" เตี้ยหันมาถามลูกสาวงงๆ เพราะทุกทีสนก็ไปกับต่อแค่สองคนอยู่ทุกวันอยู่แล้ว

"กะมื่อเซ่านิ ข่อยเห็นอิพ่อเผิ่นไอติดๆกันหลายเทือยุ เสียงกะแหบๆคือสิเป็นหวัดนิล่ะ ข่อยบ่อยากไห่เผิ่นไปถืกหมอกมื่ออื่นเซ่าอีกเดี่ยวมันสิเป็นหลายกว่าเก่า เดี๋ยวข่อยสิไปกับบักต่อเองกะได่ดอกหลังนึ่งข้าวแล้วนั่น"

"กะซั่นกะบ่ต้องไปวัดนำแม่กะได่ เดี๋ยวแม่ไปกับพวกแม่ต้อยเผิ่นกะได่ดอกซั่น เทือสิสวดแล้วมันกะดึกเติบยุ" เตี้ยบอกกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะว่าการสวดมนต์ข้ามปีนั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะนิยมสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ(สวด อิติปิโสภะคะวา)กันหลายจบตามแต่จำนวนอายุของแต่ละคน ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่บางคนนั้นอาจจะต้องสวดกันทั้งคืนเลยก็ว่าได้ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ยึดเอาแบบง่ายๆคือสวดเก้าจบเอาก็ได้ แต่ถึงกระนั้นก็มักจะไม่นิยมสวดกันเกินเที่ยงคืนหรือไม่ก็เลยไปนิดหน่อยเท่านั้น

"กลับมาแล้วจังไปจังหันนำมูเผิ่นเด้อเดี๋ยวแม่สิเตียมของไว้ถ่า" (จังหันคือ การนำกับข้าวคาวหวานต่างๆไปถวายที่วัดในตอนเช้าเพื่อจัดถวายให้พระท่านได้ฉันพร้อมกันกับข้าวปลาอาหารที่พระท่านได้ไปบิณฑบาตรกลับมาในตอนเช้านั่นเอง)

"แล้วแต่เจ่าว่ากะได่.." แตนรับคำแม่ของตนอย่างว่าง่าย นายสนกับลูกๆนั้นจะปลูกผักในที่นาแปลงน้อยของตัวเองในทุกๆปีหลังจากที่เกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้วอย่างเช่น หอม กระเทียม เขาจะปลูกแล้วปล่อยเอาไว้จนใบของมันเหี่ยวและแห้งคาแปลงแล้วจึงค่อยถอนเอาหัวของมันขึ้นมามัดรวมกันเป็นกระจุกๆแล้วห้อยเอาไว้ในที่โล่งๆ เพื่อให้หัวของมันแห้งมากขึ้นไปเรื่อยๆจะได้ไม่ขึ้นราหรือเน่าเสีย ส่วนมากก็จะเป็นแถวใกล้ๆกับครัวนั่นเอง เพื่อเก็บเอาไว้กินได้นานๆ และนอกจากหอมกับกระเทียมแล้วเขาก็ยังปลูกผักเอาไว้อีกหลายแปลงหลายอย่างเช่น ผักชีลาว พริก มะเขือ หรือแม้แต่ผักกาดหอม ผักกาดขาว และกะหล่ำปลีบ้างอย่างละแปลงสองแปลงไป โดยได้น้ำจากหนองน้ำที่อยู่ท้ายนาของเขานั่นเองเป็นน้ำรดผักต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเอาไว้เก็บกินกันได้เรื่อยๆจะได้ไม่ต้องซื้อทุกอย่างที่ตลาดสดนั่นเอง..

ความคิดเห็น