email-icon facebook-icon Line-icon

คนเราผิดพลาดกันได้ เมื่อพลาดแล้วจงนำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตต่อไป ชีวิตต้องเดิน ไม่ใช่ถอยหลัง

บทที่ 7 ใครโอ๋ลูก?

ชื่อตอน : บทที่ 7 ใครโอ๋ลูก?

คำค้น : อาคิระ ขิม ภูผา แม่เลี้ยวเดี่ยว พ่อสายอ่อย สายโหด หวง หึง จีบเมียเด็ก เรท18+ Villan จิ้งจอกร้อยหาง เด็กแก่แดด

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.2k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2564 11:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ใครโอ๋ลูก?
แบบอักษร

บทที่ 7 ใครโอ๋ลูก? 

 

18.20 น. 

“แยกย้ายกลับบ้านได้แล้ว” 

“ครับเฮีย” 

ผมหันมามองทางภูผา “การบ้านเสร็จยัง?” 

“เสร็จนานแล้ว” ภูผาตอบแบบรำคาญผม 

“เฮียเล็กเก่งโคตรเลยเฮีย ทำการบ้านได้เองทุกวิชา โดยที่ผมไม่ต้องสอนเลย” มิกซ์มีสายตาที่ชื่นชมภูผา 

ผมยกยิ้มน้อย ๆ ไอ้ลูกคนนี้เหมือนพ่อจนน่าหมั่นไส้ ผมค่อนข้างถือตัวและหยิ่งพอสมควร ตั้งแต่พูดได้ผมไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ว่าเรื่องอะไรผมทำเอง  

พอมาเห็นภูผานั่งทำหน้าขรึมกับโจทย์คณิตแล้วก็เหมือนผมได้เห็นตัวเองตอนเป็นเด็ก ภูผาไม่ยอมให้ผมหรือใครช่วยสอนการบ้าน เขาจะพยายามทำความเข้าใจกับมันแล้วลงมือทำเองจนสำเร็จ 

ลูกพ่อชัด ๆ 

“ฝากเคลียร์ความเรียบร้อยก่อนกลับด้วย” 

“ครับเฮีย” 

“ไปรับแม่กัน” ผมเดินไปแย่งกระเป๋าจากภูผามาถือ 

“ผมถือเองได้” ภูผาทำหน้าไม่พอใจผม 

“ตามมา” ผมไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของภูผา เดินนำหน้าเขามาที่รถแล้วเปิดประตูรถให้ “เชิญครับ” 

“ซิ” ภูผาสะบัดหน้าหนีผมก่อนจะก้าวขาขึ้นรถอย่างเคืองๆ 

ผมหัวเราะในใจ แค่ถือกระเป๋าให้ก็ไม่พอใจ ลูกบ้าอะไรวะไม่ชอบให้พ่อเอาใจ 

“ที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง?” ระหว่างทางที่ขับรถผมก็ชวนลูกคุยไปด้วย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของเราสองพ่อลูก ตามคำแนะคู่มือคุณพ่อที่ผมอ่านเจอ 

“ก็ดี” ภูผาไหวไหล่ 

“มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนบ่อยไหม?” ผมถาม 

“ก็บ่อยอยู่นะ แต่ไม่รุนแรงเหมือนวันนี้” ภูผายังตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ 

“แม่รู้ไหม?” เดาว่าคงไม่รู้ 

“ไม่รู้” ภูผาส่ายหน้า 

นั่นไงผิดจากที่ผมเดาเสียที่ไหน ถ้าขิมรู้เธอคงไม่คิดว่าลูกชายสุดที่รักของเธอเป็นเด็กบอบบางน่าสงสารหรอก 

“ต่อไปถ้ามีเรื่องชกต่อยกับใครต้องบอกพ่อนะ เข้าใจไหม?” ผมพูดหันมาสบตากับภูผาระหว่างรถติดไฟแดง 

“ทำไมผมต้องบอกลุงด้วย?” ภูผาหน้าบูดบึ้ง 

“เพราะพ่อจะได้ช่วยเก็บกวาดไงล่ะ” พ่อกระตุกยิ้ม “และช่วยปิดแม่ภูผาด้วย” 

“อ้อ” ภูผาพยักหน้า สีหน้าเขาดูดีขึ้นมาก “ก็ได้” 

“ชอบเรียนวิชาอะไร?” ผมชวนลูกคุยต่อ ผมอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้ 

“วิทย์” 

“หืม?” ผมหันมาสบตากับภูผาด้วยแปลกใจปนอึ้ง ๆ “พ่อก็ชอบวิทย์” 

“เหรอ? งั้นผมเปลี่ยนใจไม่ชอบวิทย์แล้ว” ภูผาตีหน้ามึนชวนตี 

“ร้ายกาจ” ผมยื่นมือไปขยี้หัวภูผาด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะออกรถเมื่อสัญญาณเปลี่ยนเป็นไฟเขียว 

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” ผมหันมามองภูผาอีกครั้ง และครั้งนี้ผมก็เห็นภูผาสำรวจรถผมอย่างสนใจ 

“ห๊า? เมื่อกี้ลุงถามผมว่าไรนะ?” ภูผาได้สติหันมาถามผม 

“พ่อถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร?” ผมพูดยิ้ม ๆ ในขณะที่ตามองท้องถนน 

“อยากเป็นนักแข่งรถ!” 

เอี๊ยดดด! 

“!!!!” ผมถึงกับหักรถเข้าข้างทางเบรกกะทันหัน 

“ลุงขับรถดี ๆ หน่อยซี้!” ภูผาโวยวาย 

“อยากเป็นนักแข่งรถเหรอ?” ผมถามยิ้ม ๆ 

“ก็ใช่น่ะสิ โตขึ้นผมจะนักแข่งรถที่เก่งที่สุด ผมจะเก่งและก้าวข้ามลุงให้ได้ ค่อยดูเถอะ!” ภูผายืดอกเชิดหน้าพูดอย่างภาคภูมิใจ 

เป็นอีกครั้งที่ผมยิ้ม ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่มองลูกชายคนนี้ออกมาเป็นคำพูดยังไงดี ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเหมือนผมได้มากขนาดนี้ แม้แต่ความฝันเรายังเหมือนกัน 

“ภูผาอยากลองขับรถดูไหม?” 

“อือ ขับรถ?” ภูผาทำหน้างุนงง “ขับรถอะไร?” 

“ขับรถกับพ่อไง” ผมตบตักตัวเอง “มานั่งตักพ่อสิ” 

“ได้เหรอ?” เป็นครั้งแรกที่ภูผายิ้มกับผม 

“ได้สิ” ผมหยักหน้าเบา ๆ 

ภูผาหัวเราะชอบใจก่อนจะเปลี่ยนมานั่งบนตักผม ผมปรับสายเบลท์ให้คาดผมกับภูผา 

“ว้าว! รถลุงเท่จังเลย” ภูผามองรถผมตาเป็นประกาย 

“ภูผาชอบไหม?” 

“ชอบ” ภูผาพยักหน้ารับ 

“อายุ 15 ปี พ่อจะซื้อให้” 

ขวับ 

ภูผาหันมามองผมอย่างไม่เชื่อหู “พูดจริงหรือพูดเล่น?” 

“ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น” พ่อยิ้มบนมุมปาก 

“อย่าลืมที่พูดล่ะ” ภูผาหันไปมองถนนต่อ มือก็จับพวงมาลัยรถกับผมไปด้วย 

ผมยิ้มน้อย ๆ ดูท่าผมต้องวางแผนหาซื้อหุ้นบริษัทผลิตรถไว้รอแล้วมั้งนิ 

ประมาณสี่สิบนาทีนาทีผมกับภูผาก็มาถึงที่ทำงานขิม ระหว่างทางที่มาผมได้ถามภูผาเกี่ยวแม่เขา ก็พอรู้จักขิมมากขึ้น เธอค่อนข้างเข้มงวดกับภูผา ถึงเธอจะดูโอ๋ลูกอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นแม่ที่เด็ดขาดพอสมควร โดยรวมต้องยอมรับว่าเธอเลี้ยงและสอนลูกมาดี 

“หิวไหม?” ผมถามภูผาระหว่างรอขิมออกจากสำนักงาน 

“ไม่ ผมจะรอกินพร้อมแม่ขิม” ภูผาส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะตะโกนเสียงดัง มือชี้ไปที่นอกรถ “นั้นแม่ขิมมาแล้ว!” 

ผมมองตามทิศที่ภูผาชี้นิ้วบอก พลันหัวคิ้วผมก็ชนกัน หางตากระตุกสามที รู้สึกไม่ชอบใจที่เธอไม่ได้เดินมาคนเดียว 

ไอ้ไม่หล่อนั้นใครวะ?! 

ขิมเดินออกจากสำนักงานกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วน่าจะอายุไล่ ๆ  กับผม ดูแล้วน่าจะแก่กว่าผมและหล่อสู้ผมไม่ได้ 

“ภูผาพ่อถามอะไรหน่อยสิ” 

“ลุงจะถามอะไรล่ะ?” ภูผาหันมามองผมตาแป๋ว 

“ปกติมีผู้ชายมาคุยกับแม่ภูผาบ่อยไหม?” ไม่รู้ทำไมถึงถามลูกแบบนั้น แต่ปากมันพลั้งถามไปแล้ว 

“เยอะแยะจะตาย!” ภูผาทำหน้าเซ็ง 

“.....” ส่วนผมขมวดคิ้วจนแทบเป็นโบผูกกัน 

“น่ารำคาญอีกต่างหาก เป็นผู้ชายแต่ดัดจริตกว่าผู้หญิงเสียอีก ไม่ชอบเลย!” ภูผากอดอกพูดออกรสออกชาติ เป็นท่าทางที่ดูแก่แดดเกินวัย 

“ไม่ชอบแล้วภูผาบอกแม่ไหม?” ผมย้อนถาม 

“ไม่ได้บอก” ภูผาส่ายหน้า 

“ทำไมไม่บอก?” 

“กำจัดมด กำจัดยุง กำจัดแมลง ไม่ใช่เรื่องยากอะไร!” ภูผาฉีกยิ้มร้ายกาจพร้อมกับไหวไหล่เบา ๆ "ไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้" 

“อืม” คิ้วผมคลายออกจากกัน ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดูท่าลูกชายจะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์เยอะ 

ร้ายกาจมาก! 

โอเค! วันนี้ผมได้คำตอบอีกข้อแล้ว และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมขิมถึงคิดว่าลูกชายเธอบอบบาง อ้อ! ที่แท้เธอก็ถูกลูกชายแสดงท่าทีอ่อนแอ บอบบาง น่ารักน่าชัง ลวงตานี่เอง! 

“หวงแม่นี่หว่า!” ผมขยี้หัวภูผาอีกครั้ง คราวนี้ผมหัวเราะชอบใจเสียงดัง 

เข้าใจล่ะว่าทำไมขิมถึงโสด! 

 

--------- end -------- 

 

 

การประชุมวันนี้ทำเอาฉันและพนักงานอื่น ๆ เสียวสันหลังกันเป็นแถบ ๆ ใครจะคิดว่าคุณนทีผู้ที่ไม่แม้แต่ย่างกายเข้ามาในสำนักพิมพ์ จะไฟแรงและเข้มงวดกับสำนักพิมพ์แห่งนี้ แผนการทำงานของพวกเราถูกคุณนทีเปลี่ยนใหม่หมด หนักหน่อยก็เป็นการตลาดที่ต้องทำการบ้านหนักกว่าแผนกอื่น 

“ขิมกลับบ้านกันเถอะ” 

“ค่ะพี่เมย์” ฉันเก็บโน๊ตบุ๊คเข้ากระเป๋าเดินตามหลังพี่ ๆ ออกจากห้องประชุม พลันก็มีเข้มเรียกไว้ 

“ขิม!” 

“คะ?” ฉันหยุดเกินหันไปมองคนเรียก “คุณนทีมีอะไร....” 

“รอด้วยสิ” คุณนทีเดินอ้อยอิ่งมาหาฉัน 

ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย เจ้านายคนนี้คงไม่คิดจะกวนประสาทหรือบีบฉันให้ออกจากงานใช่ไหม? คือตั้งแต่เขามาบริหารแทนแม่เขา เขาก็จ้องและจี้มาที่ฉันเลยนะ อย่างเช่นงานเกี่ยวกับการตลาดเขายังถามฉัน ฉันเป็นนักแปลนะไม่นักการตลาดจะมาถามการตลาดกับฉันทำไมกัน 

สงสัยเขาเห็นว่าประวัติฉันไม่ดีมั้งเลยคิดจะบีบฉันให้ออกจากงาน 

“เธอดูรีบ ๆ นะขิม” คุณนทีถามฉัน 

“ค่ะ ขิมคิดถึงลูก เลยอยากรีบ ๆ กลับบ้านค่ะ” ฉันคิดถึงลูกจริง ๆ นะ อีกอย่างฉันต้องรีบไปทำมื้อเย็นให้น้องภูผา วันนี้คุณพ่อกับคุณแม่กลับไปดูสวนที่บ้านวันมะรืนถึงจะกลับมา สามวันนี้ฉันจึงยุ่ง ๆ หน่อย 

“เธอคงเหนื่อยไม่น้อยสินะ” คุณนทีพูดยิ้ม ๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจ เขาตอนนี้ดูต่างกับตอนประชุมเหลือเกิน “บ้านเธออยู่ไหนล่ะ? เดี๋ยวฉันไปส่ง” 

“ขิมไม่รบกวนคุณนทีดีกว่าค่ะ ขิมเกรงใจ” ฉันโบกไม้โบกมือทั้งส่ายหัวปฏิเสธสุดฤทธิ์ “คุณนทีเป็นเจ้านาย ขิมเป็นลูกน้อง ขิมว่ามันคงไม่...” 

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือ” คุณนทีพูดหน้าตาย “ผู้หญิงหน้าซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ หัวช้า อย่างเธอกลับบ้านคนเดียว บอกตรงฉันหายใจไม่ทั่วท้อง” 

“ทำไมถึงหายใจไม่ทั่วท้องเหรอคะ?” ฉันชักสีหน้าเล็กน้อย รู้สึกไม่พอใจที่เขามองว่าฉันบอบบางและอ่อนแอ ฉันไม่ใช่ขิมคนเดิมเหมือนเมื่อแปดปีก่อนนะ 

“ฉันกลัวเธอถูกล่อลวง” คุณนทียกยิ้มเล็กน้อย “มีใครเคยบอกเธอไหม? ว่าเธอทำหน้าไม่พอใจแล้วดูตลก” 

“นี่คุณว่าฉะ.....” ยังไม่ทันได้ด่า เสียงใส ๆ คุ้นหูก็ดังแทรกขึ้น 

“แม่ขิมมมม!” 

ฉันหันไปมองต้นเสียง ก็ได้พบกับน้องภูผาวิ่งมาหา ฉันฉีกยิ้มกว้างอ้าแขนรับลูก 

“ลูกชายแม่” 

น้องภูผากระโดดกอดฉันพร้อมกับหอมแก้มฉัน “จุ๊บ คิดถึงแม่ขิมจังเลย” 

“แม่ขิมก็คิดถึงน้องภูผาครับ” ฉันยิ้มกว้างพลันก็นึกขึ้นได้ “น้องภูผาครับ นี่คุณนทีเจ้านายแม่ขิมครับ คุณนทีค่ะนี่น้องภูผาลูกชายขิมค่ะ” 

น้องภูผายกมือไหว้ตามหลักมารยาทที่ฉันสอน “สวัสดีครับ ผมชื่อภูผาเป็นลูกชายแม่ขิมครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” 

คุณนทีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยกมุมปากข้างขวาขึ้น “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ” 

น้องภูผาขยับมาหลบข้างฉันแล้วโผล่หน้าออกมามองคุณนที “แม่ขิมครับ คุณลุงเขาหน้าดุจังเลย ผมกลัว...” 

“หน้าดุ?” คุณนทีชี้เข้าหาตัวเองอย่างมึนงง 

“เอ่อ ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณนที คือน้องภูผาค่อนข้างกลัวผู้ชายนะคะ ถ้ายิ่งเป็นผู้ชายที่รูปร่างสูง ๆ น้องภูผาจะยิ่งกลัวน่ะค่ะ คุณนทีอย่าถือสาลูกชายขิมเลยนะคะ” ฉันยิ้มเจื่อน ๆ หวังว่าคุณนทีเขาจะเข้าใจ 

คุณนทีมองฉันสลับกับน้องภูผาก่อนจะยกยิ้มอีกครั้ง เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ขิมเธอนี่ใสซื่อจริง ๆ ด้วยขิม ฮ่า ๆ” 

น้องภูผากระตุกดึงเสื้อฉัน “แม่ขิมครับ คุณลุงคนนั้นเขาหัวเราะอะไรเหรอครับ? มีอะไรตลกเหรอครับ?” 

ฉันหันมาตอบน้องภูผา “แม่ขิมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” พลันก็นึกขึ้นมาได้ “ว่าแต่น้องภูผามาที่ทำงานแม่ขิมได้ยังไงครับ?” 

“ลุงพามาครับ” น้องภูผาชี้ไปที่รถสปอร์ตหรูสีดำ “ลุงบอกว่าให้มาตามแม่ขิมกลับบ้านครับ” 

หัวคิ้วฉันชนกันเล็กน้อย นี่เขามีเวลาว่างมารับฉันด้วยเหรอ? 

“ไหนว่าเธอเป็นลูกสาวคนเดียว แล้วลุงที่ลูกชายเธอพูดถึงล่ะใครเหรอ?” คุณนทีถามด้วยแววที่ใคร่อยากรู้ 

“เขาเป็น.....” ฉันกำลังจะอ้าปากตอบว่าคนในรถคือพ่อของลูกฉัน แต่ก็ถูกน้องภูผาและเสียงทุ้มต่ำติดเข้มดังแทรกเสียก่อน 

“ติดธุระอยู่เหรอ?” 

ขวับ 

ฉันหมุนตัวหันมามองเจ้าของเสียง แผ่นหลังฉันเย็นแปลก ๆ คุณอาคิระเดินมายืนใกล้ฉัน กลิ่นอายประจำตัวเขาคือความดุดันแฝงความเย็นชา บวกกับนัยน์ตาคมดุสีดำรัตติกาลนั่นยิ่งเสริมให้เขาดูดุดันและอันตราย 

“หืม? นักบิดคนดังนิ!” คุณนทีทักด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจ “ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอคุณในที่แบบนี้” 

“คนดัง?” คุณอาคิระทวนคำ 

“อืม นักบิดเบอร์หนึ่งของเมืองไทยก็คุณไม่ใช่เหรอ?” คุณนทีพูดยิ้ม ๆ “แถมชื่อคุณยังติดเบอร์ต้น ๆ ของโลกด้วยนี่น่า จะเรียกว่า ‘คนดัง’ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนิ” 

“เหรอ? ไม่รู้สิ ฉันเป็นคนไม่สนอะไร” คุณอาคิระพูดหน้านิ่ง 

คุณนทีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับยกยิ้มบนมุมปาก “ดูแล้วก็คงจะจริง” 

ฉันที่ยืนตรงกลางระหว่างทั้งสอง เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี ถึงการสนทนาของทั้งจะเหมือนคนทั่วไปพูดคุยกัน แต่ไอ้รังสีเข้ม ๆ กับบรรยายกาศร้อน ๆ หนาว ๆ นี่มันอะไรกัน? 

“เออ คุณนทีค่ะ นี้ก็มืดแล้วขิมขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ” ฉันแทรกขึ้นขัดจังหวะพวกเขา 

คุณนทีเลื่อนสายตามามองฉัน “ตกลงจะให้ฉันไปส่งไหม?” 

“ขิมไม่....” 

“ไม่ต้อง!” เป็นคุณอาคิระที่ชิงตอบตัดหน้าฉัน “ขิมจะกลับกับฉัน ไม่รบกวนนายหรอก” 

“เหรอ?” คุณนทีขึงตาใส่คุณอาคิระ 

“ตามนั้น” คุณอาคิระยังคงสไตล์การพูดหน้านิ่ง “รู้แล้วก็แยกย้าย” 

คำว่า ‘แยกย้าย’ ของคุณอาคิระคือจับแขนฉันเดินหนีคุณนทีอย่างเสียมารยาท แถมยังปิดประตูรถใส่ฉันเสียงดัง ตอนขับรถก็ขับรถเร็วชนิดที่ล้อรถแทบไม่ติดพื้นถนน 

เอี๊ยดดดดด 

ปัง 

“ถึงบ้านแล้ว” ฉันพูดออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็มาถึงบ้าน นั่งรถกับคุณอาคิระแล้วฉันหายใจไม่ทั่วท้องเลย 

“แม่ขิมผมหิวข้าวจังเลยครับ” น้องภูผากอดฉันพร้อมกับเอาหน้ามาคลอเคลีย 

“ครับ ๆ เดี๋ยวแม่ขิมจะรีบทำมื้อเย็นให้ทานนะ น้องภูผาไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด.....” พลันหัวคิ้วฉันก็ชนอีกครั้ง ฉันเพิ่งสังเกตว่าน้องภูผาไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน แต่เป็นชุดลำลองสีดำสุดคูล มองแวบเดียวก็รู้ราคาแพงมาก  

“พอดีพาเขาไปสนามแข่งรถน่ะ เลยให้เขาเปลี่ยนชุด กลัวชุดนักเรียนเปื้อน” คุณอาคิระตอบแทน 

ฉันพยักหน้ารับ “รบกวนคุณอาคิระแล้วค่ะ แต่ก็ต้องขอบคุณมากนะคะ ที่คุณเป็นธุระมารับมาส่งน้องภูผา แล้วยังดูแลเขาแทนฉัน....” 

“เต็มใจ ไม่ถือว่ารบกวนหรอก” คุณอาคิระแย้ง “ไม่ต้องขอบคุณหรอก มันคือหน้าที่และสิ่งที่ฉันควรทำ” 

“งั้น.....คุณอาคิระทานมื้อเย็นกับพวกเราไหมคะ? เอ่อ ถือว่าเป็นการขอบคุณจากฉันค่ะ” คือเขาก็ช่วยแบ่งเบาภาระฉันได้หลายอย่างนะ แถมยังไปส่งฉันทำงานไปรับอีก ถ้าจะให้เขากลับบ้านเฉย ๆ เหมือนทุกครั้ง มันก็คงดูเสียมารยาท ฉันเลยเกิดความคิดว่าทำอาหารเลี้ยงเขาสักมื้อก็ดีกว่าไม่มีอะไรตอบแทนน้ำใจเขาเลย 

คุณอาคิระยกคิ้วข้างซ้ายขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับว่าเขาแปลกใจกับคำเชื้อเชิญจากฉัน 

“ตกลงลุงจะทานไหมครับ?” น้องภูผาย้ำถาม 

คุณอาคิระเหลือบมองน้องภูผา “อืม เอาสิ” 

วันนี้บ้านเราจึงมีเพื่อนร่วมโต๊ะเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ฉันไล่น้องภูผาไปอาบน้ำและเชิญคุณอาคิระเข้ามานั่งรอในบ้าน ส่วนฉันปลีกตัวแยกไปเข้าครัวรีบลงมือทำมื้อเย็น อาหารที่ฉันทำก็จะเป็นอาหารไทยธรรมดา ๆ แต่สูตรการทำจะเป็นแบบฉบับชาววัง 

ไม่ว่าฉันจะทำอะไร สมาธิฉันจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ฉันจึงไม่รู้ตัวว่ามีคนยืนดูฉันทำอาหาร 

“ลุง...” 

“ชู่ว!” อาคิระเอาชี้แตะปาก “อย่าเสียงดังรบกวนแม่ แม่ทำอาหารอยู่” 

“แล้วลุงมายืนตรงนี้ทำไมล่ะ?” ภูผาขมวดคิ้ว “ลุงหลีกทางให้ผมหน่อย ผมจะไปช่วยแม่ทำอาหาร” 

“ทำเป็นเหรอ?” อาคิระเลิกคิ้วขึ้น 

“เป็นสิ! อย่ามาดูถูกผมนะ” ภูผาแยกเขี้ยวใส่พ่อ “หลีกผมจะไปช่วยแม่” 

“งั้นจะดู” อาคิระเปิดทางให้ภูผาเข้าครัว 

ภูผาวิ่งไปหาคนเป็นแม่พร้อมกับเอ่ยอาสาทำอาหารช่วย “แม่ขิมครับมีอะไรให้ผมช่วยบ้างครับ?” 

“น้องภูผาอาบน้ำเสร็จเร็วจัง งั้นแม่ขิมรบกวนน้องภูผาช่วยหั่นผักและหั่นเนื้อหน่อยนะครับ” 

“ได้ครับ” ภูผาผูกผ้าเปื้อนเสร็จก็ลงมือหั่นผักบนโต๊ะทันที 

อาคิระเลิกคิ้วมองภูผาหั่นผักหยิบจับเครื่องปรุงช่วยขิมทำอาหารด้วยความแปลกใจปนทึ่ง ๆ พลันเขาก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาค่อยจับจ้องสองแม่ลูกช่วยกันทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ประกายความอ่อนโยนและชื่นชมถูกถ่ายทอดออกมาทางดวงตา 

“น่ารักดี” อาคิระระบายยิ้ม เขายืนกอดอกพิงขอบประตูยืนดูสองแม่ลูกนักปรุงช่วยกันทำอาหารเสร็จไปเมนูแล้วเมนูเล่า โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกถึงความเบื่อหน่าย ตรงข้ามกลับรู้สึกประทับใจและชื่นชมแม่กับลูกคู่นี้ 

“น้องภูผาดูแกงจืดให้แม่ขิมทีครับ” 

“ครับ” ภูผาเปิดฝาหม้อใช้ทัพพีคนหนึ่งรอบแล้วตักน้ำซุปใส่ช้อนเล็กชิม “อืม อร่อยกลมกล่อมแล้วครับแม่ขิม” 

“โอเค งั้นน้องภูผาปิดเตาเลยลูก” ขิมบอกลูกในขณะที่ตัวเองงวนอยู่กับการทำปลาราดพริก 

อาคิระหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพสองแม่ลูกทำอาหารด้วยรอยยิ้ม และเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั่นเผลอถ่ายภาพขิมทุกอิริยาบถ แล้วยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียว 

“คุณทานได้ใช่ไหมคะ?” สายตาฉันค่อยจับจ้องปฏิกิริยาคุณอาคิระ ในใจก็ลุ้นว่าเขาจะทานอาหารบนโต๊ะได้ไหม? 

ก็อย่างว่าแหละ ถึงฉันจะเคยทำงานรับใช้ครอบครัวเขามา แต่คุณอาคิระคือบุคคลที่ฉันแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ไม่แม้แต่จะเฉียดกายเดินใกล้ด้วยซ้ำ เพราะกลัวเขามาก 

“ได้สิ” คุณอาคิระตอบเสียงเรียบ “เธอสองแม่ลูกจะนั่งมองฉันหน้าฉันทำไม? ทานสิ” 

“แม่ขิมผมอยากกินปลาราดพริกครับ” น้องภูผาชี้ปลาราดพริกเมนูโปรดของเขา ซึ่งบังเอิญว่าจานนั่นอยู่ตรงหน้าคุณอาคิระ 

“ครับ เดี๋ยวแม่.....” 

“อยากกินก็ตักเองจะใช้แม่ทำไม?” คุณอาคิระตีหน้าเข้มทำเสียงดุใส่น้องภูผา 

“คุณจะทำหน้าเข้มทำเสียงดุใส่ลูกทำไมคะ?” ฉันฉุนที่เขาตำหนิลูกชายฉัน “คุณก็ดูแขนลูกกับปลาราดพริกที่อยู่ตรงหน้าคุณสิค่ะ” 

คุณอาคิระสลับอาหารบนโต๊ะ เขาเลื่อนปลาราดพริกมาตรงหน้าน้องภูผา “ทีนี่ตักเองได้ใช่ไหม?” 

“ซิ!” น้องภูผาทำเมินใส่คนเป็นพ่อ 

“เดี๋ยวแม่ขิมตักให้ครับ ไหนดูสิมีกางปลาติดไหมเอย?” ฉันตักเอาเนื้อส่วนพุงปลาและดูก้างให้น้องภูผา ไม่สนว่าคุณอาคิระจะมองว่าฉันเลี้ยงลูกเหมือนไข่ในหินหรือเขาตำจะตำหนิการเลี้ยงลูกฉันยังไง สำหรับฉันแล้วการตักข้าวหรือป้อนข้าวลูก มันเป็นการความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับลูก 

“เย้” น้องภูผาฉีกยิ้มร่าตักปลาราดพริกกับข้าวสวยเข้าปากคำโต “อืม อร่อยม๊ากก!” 

“โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วยังให้แม่แกะก้างปลาให้อีก” คุณอาคิระส่ายหน้าเบา ๆ 

“ต่อให้ลูกชายแม่โตจนอายุสามสิบสี่สิบปี แม่ขิมก็จะแกะก้างปลาลูกชายแม่ทานเหมือนเดิมครับ” ฉันพูดโดยไม่มองหน้าคุณอาคิระ มือก็ตักเนื้อปลาใส่จานน้องภูผา “ทาน ๆ เยอะเลยลูก ความสุขของแม่คือการเห็นลูกชายแม่กินอิ่ม นอนหลับ คนอื่นจะมองยังไงก็ช่างเขา” 

“ครับแม่” น้องภูผายิ้มเยาะเย้ยใส่พ่อ “ลุงอิจฉาก็พูดมาตรง ๆ เถอะน่า อิ ๆ ๆ” 

“ไอ้ลูกคนนี้นิ” คุณอาคิระคิ้วกระตุก เขาถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก 

ซึ่งจังหวะนี้ฉันเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นมาสบตากับเขาพอดี ฉันกลั้นขำแทบไม่ไหวจนเผลอหลุดยิ้มออกมา เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคุณอาคิระปั้นหน้าไม่ถูก 

“แม่ขิมครับ ผมป้อนแม่นะ” น้องภูผาตักแกงจืดยื่นมาจ่อที่ปากฉัน 

ฉันยิ้มรับก่อนจะอ้าปากรับแกงจืดที่ลูกป้อน “อืม อร่อยมากครับ” 

“ลุงนั่งนิ่งทำไมล่ะครับ? ทานสิครับ ทานเยอะ ๆ เลยน่าไม่ต้องเกรงใจ!” น้องภูผาจงใจเน้นเสียงยั่วพ่อเขา 

“ครับ ลูกพ่อ!” คุณอิคระแยกเขี้ยวใส่น้องภูผา 

ฉันถือวิสาสะตักปลาราดพริกใส่จานเขา “อย่างที่น้องภูผาบอกค่ะ ทานเยอะเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

คุณอาคิระเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตักปลาราดพริกเขาปาก “เธอชอบทานเผ็ดเหรอ?” 

“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ “คุณอาคิระไม่ชอบทาน....” 

“เปล่า? แค่แปลกใจ” เขายื่นมาตักปลาราดพริกใส่จานให้ฉันคืน “ดูภายนอกนึกว่าเธอจะทานอาหารรสจืด ๆ” 

“เปล่าเลย ฉันชอบทานอาหารรสจัด” ฉันส่ายหน้า มือก็ตักกับใส่จานให้น้องภูผา “โดยเฉพาะรสเผ็ด ยิ่งเผ็ดยิ่งอร่อย” 

“ลุงทานเผ็ดไม่ได้เหรอ?” น้องภูผาถามขึ้น “ถ้าทานไม่ได้นี่อายผมน่า” 

“อย่ามาหยาม!” คุณอาคิระตักพริกแดงๆ เข้าปากเต็มคำ 

“เบมาก!” น้องภูผาตักพริกเข้าปากเคี้ยวโชว์ไม่ยอมน้อยหน้าพ่อ 

และแล้วก็เกิดศึกทานเผ็ดระหว่างพ่อกับลูกก็เกิดขึ้น ฉันที่เป็นคนกลางเผลอหลุดขำหลายครั้ง เอาจริง ๆ นะ ฉันไม่คิดว่าคุณอาคิระจะมีมุมฆ่าได้แต่หยามไม่ได้กับคนอื่นด้วย นึกว่าจะเป็นเย็นชาต่อโลกเสียอีก  

สุดท้ายทั้งพ่อทั้งลูกก็หน้าแดง หูแดง คอแดง ปากบวม น้ำตาแตกกันทั้งคู่ กลายเป็นว่ากรรมมาตกที่ฉันต้องวิ่งไปปลอกมะละกอสุกกับแตงโมมาเสิร์ฟอยู่สองรอบ 

“จริงสิ! น้องภูผาวันนี้มีการบ้านไหมครับ?” พอเคลียร์ครัวเสร็จฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกมีการบ้านทุกวัน 

“ผมทำเสร็จแล้วครับ” น้องภูผาตอบ 

“โกหกแม่หรือเปล่า?” ฉันแกล้งหยอกน้องภูผา รู้อยู่แล้วว่าลูกไม่โกหกหรอก ถ้าโกหกเขาจะไม่จ้องตากับฉันแบบนี้ 

“ผมไม่ได้โกหกแม่ขิมนะ ถ้าแม่ขิมไม่เชื่อ แม่ขิมถามลุงดูสิ” น้องภูผามองหาพยานมายืนยันทันที “ใช่ไหมลุงผมทำการบ้านเสร็จแล้วใช่ไหม?” 

คุณอาคิระยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย “อืม เขาทำเสร็จหมดแล้ว ทำเองด้วยไม่มีใครช่วย” 

“เห็นไหมล่ะ” น้องภูผากอดอกฉีกยิ้มภาคภูมิใจ 

“ครับ ๆ” ฉันอมยิ้มพลันก็ต้องหุบยิ้มลง ฉันเดินเข้าไปใกล้ ๆ น้องภูผา เพ่งสายตามองมุมปากกับแก้มข้างขวาที่มีรอยเขียวจาง ๆ ซึ่งรอยนี้ฉันเพิ่งสังเกตเห็น พลันน้ำเสียงฉันก็เปลี่ยนไปทันที “น้องภูผารอยบนมุมปากกับแก้มข้างขวาลูกไปได้มาแต่ไหนครับ?” 

“!!!!” น้องภูผาสะดุ้ง 

“......” คุณอาคิระนิ่ง 

จากปฏิกิริยาของสองพ่อลูกทำให้ฉันมั่นใจว่าน้องภูผาต้องมีเรื่องกับเพื่อนที่โรงเรียนแน่นอน 

“ภูผามาหาแม่!” ฉันกวักมือเรียกลูก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ดังและไม่เบาเกินไป แต่กลับทำให้น้องภูผาสะดุ้งตัวโย่งลนลานผิดวิสัย “ภูผาครับ!” 

“ครับแม่” น้องภูผาหน้าถอดสี เดินคอตกมาหาฉัน 

ฉันนั่งบนเก้าอี้จับน้องภูผาหมุนซ้ายหมุนขวา เพื่อหาร่องรอยอื่นเพิ่มเติม เจอรอยเล็บข่วนกับรอยเขียวซ้ำนิดหน่อยบนแขนลูก ใจก็เจ็บแปล๊บขึ้นมา ทั้งเจ็บแทนลูก ทั้งโกรธที่ลูกมีปัญหาอะไรไม่บอกแต่กลับปิดบังฉัน 

มันน่าตีนัก 

“ไหนเกิดอะไรขึ้นครับ น้องภูผาเล่าให้แม่ขิมฟังหน่อยสิครับ” 

น้องภูผายืดอกเงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันอย่างกล้าหาญ “ผมมีเรื่องชกต่อยกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนครับ” 

“รุ่นพี่?!” รู้สึกได้เลยว่ามีลมร้อน ๆ วิ่งขึ้นหน้าและออกหูฉัน แต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์ไว้ จะใช้อารมณ์ไม่ได้ “ทำไมถึงมีเรื่องชกต่อยกับรุ่นพี่ครับ” 

“พวกเขาขอยืมกระเป๋าผม แต่ผมไม่ยอมครับ เพราะผมรู้ว่ามันคือข้ออ้าง พวกเขาตั้งใจจะหาเรื่องกับแต่แรกอยู่แล้วครับแม่” 

“พวกเขา? แสดงว่ามีมากกว่าหนึ่งคน!” หางคิ้วฉันกระตุก 

“3 คนครับ เป็นรุ่นพี่ปอสี่ครับ พวกเขาไม่ชอบหน้าผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ แต่พวกเขาทำอะไรผมไม่ได้ จนมาวัน....” 

“พวกเขาเลยมาอ้างว่าขอยืมกระเป๋าของลูก” 

“ครับ” น้องภูผาพยักหน้า 

“แล้วทำไมลูกถึงไม่ให้พวกเขายืมครับ?” ที่ถามแบบนี้เพราะอยากทดสอบน้องภูผา คุณพ่อพูดกับฉันทุกวันว่าน้องภูผามีความคิดและการกระทำที่โตกว่าวัย บางอย่างเขาก็ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุก็มีเหมือนกัน 

“ตีให้ตายผมก็ไม่ให้ นี่มันน้ำพักน้ำแรงของแม่ขิมนะ!” ดวงตาคมสีดำรัตติกาลเล็ก ๆ มีประกายความแข็งกร้าวพาดผ่าน 

จากตอนแรกที่โกรธลูกนิด ๆ เพราะลูกมีปัญหาแต่ไม่บอก ตอนนี้ความโกรธความรู้สึกไม่ดีหรือแม้แต่คำที่คิดไว้ว่าจะดุลูก มันหายไปหมดแล้ว มันจุกคอและอก แล้วฉันเก็บน้ำตาไม่อยู่ จนต้องดึงลูกเข้ามากอด 

หมับ 

“โอเค แม่ขิมเข้าใจแล้วครับ แม่ไม่โกรธลูกหรอกนะ แต่คราวหน้าที่เรื่องมีปัญหาอะไรต้องบอกแม่นะครับ เข้าใจไหม?” 

“ครับแม่” น้องภูผากอดตอบฉัน 

“จะทำให้คิดให้ดีก่อนนะลูก อย่าใช้อารมณ์กับกำลังตัดสินปัญหา” ฉันตบหลังลูกเบา ๆ ดีใจที่ลูกรู้จักคุณค่าสิ่งที่แม่คนนี้มอบให้และหวงแหนยิ่งชีวิต แบบนี้จะไม่ให้ฉันรักไม่หวงลูกชายคนนี้ได้ยังไง 

“เรื่องนี้ลูกไม่ผิดหรอก” คนที่นั่งเงียบดูสถานการณ์อยู่นานพูดขึ้น เขาลุกจากโซฟาเดินมายืนข้างหลังน้องภูผา เขาวางมือบนบ่าน้องภูผา 

เดี๋ยว! นี่เป็นการให้ท้ายลูกชัด ๆ 

“คุณไม่ได้ให้ท้ายลูกใช่ไหมคะ?” ฉันถามเสียงเข้มลุกขึ้นจ้องตากับเขา 

“เปล่า! ไม่ได้ให้ท้ายลูก” เขาพูดหน้าตายแถมยักไหล่เบา ๆ แล้วดึงน้องภูผามาชิดกับเขา “แค่ ‘Support’ ลูกเฉย ๆ!” 

“คุณอาคิระคะ!” ฉันเรียกพ่อของลูกเสียงสูง นี่เท่ากับตั้งตัวเป็นกบฏ กับฉันชัดนะ “คอยดูนะถ้าลูกทำอะไรแผลง ๆ ฉันเล่นงานคุณแน่นอน!” 

“ลูกไม่ทำหรอก” เขาพูดหน้าตายก้มลงมาพูดกับลูก “ใช่ไหมภูผา?” 

“ครับ!” น้องภูผารับเสียงใส 

ฉันเบิกตากว้าง อยากจะวิ่งไปหยิบหักก้านมะยมมาฟาดทั้งพ่อทั้งลูก ไอ้สายตาที่พวกเขาส่งให้กันน่ะ มันคืออะไร? 

“คนหล่อ ๆ อย่างเราไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปหาเรื่องใครหรอกลูก” คุณอาคิระยิ้มนิด ๆ แววตามองน้องภูผาเต็มไปด้วยความรักใคร่และหวงแหน “แต่ถ้าหน้าไหนมันอยากลองของ ก็อย่าไปขัดศรัทธาเขา จัดเต็มเลยลูก!” 

“คุณ....” 

“พ่ออยู่ข้างลูกเสมอ!” 

“ไอ้คุณอาคิ....” 

“หน้าไหนทำลูกพ่อเจ็บ พ่อจะเชือดมันทิ้งทั้งตระกูล!” 

“ครับ” น้องภูผายิ้มร่า 

"จำไว้ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้" 

"ครับ" 

"ถ้าอีกฝ่ายเล่นสกปรกมา เราก็ต้องสกปรกกลับ" 

"ครับ" 

"ไม่มีอะไรที่เราต้องกลัว มีพ่ออยู่ทั้งคนใครจะทำอะไรลูกพ่อได้" 

"O๐O" ส่วนฉันแทบลมจับ 

เขาหาว่าฉันโอ๋ลูก แต่เขานั่นแหละที่ทั้งโอ๋และให้ท้ายลูก! 

โอ๊ย! ปวดหัวไว้รอแล้วฉัน เปลี่ยนใจให้เขาอยู่ห่าง ๆ ลูกตอนนี้ทันไหม? 

“มันน่าตีให้ตายทั้งพ่อทั้งลูก!!” 

 

 

‘’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ โปรดติดตามตอนต่อไป’ ’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ 

 

ขอโทษด้วยนะคะที่ไรท์มาอัปช้า ตอนนี้ไรท์ยุ่งกับงานโรงพยาบาลมากค่ะ สถานการณ์หนักพอสมควรค่ะ แผนกไรท์ถูกปิดชั่วคราวต้องไปช่วยงานแผนกอื่น กลับหอพักมาไรท์ก็เหนื่อยมาก อาบน้ำ ทานข้าวแล้วนอนเลย  

ฝากติดตามนิยายเรื่อง ถ้าจะรักโปรดอย่าร้าย และ เรื่อง คูนพบรัก ด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว