facebook-icon

ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนนิยายของเอสนะคะ รัก <3

ต้องห้ามรัก 14 บททดสอบ 100%

ชื่อตอน : ต้องห้ามรัก 14 บททดสอบ 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 17:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ต้องห้ามรัก 14 บททดสอบ 100%
แบบอักษร

ต้องห้ามรัก 14 บททดสอบ 

 

หลังจากได้เห็นรูปพวกนั้น ฉันก็เอาแต่เงียบจนกลับมาถึงโต๊ะ เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ฉันไม่โอเคที่จะนั่งอยู่ตรงนี้อีกเลยตัดสินใจลาเพื่อนๆ และโบกแท็กซี่กลับบ้านทันที ฉันไม่พร้อมจะเจอพี่แทน ฉันอยากกลับบ้าน อยากกลับไปเจอแม่ ตลอดทางโทรศัพท์มีสายเข้าตลอด ปลายสายคือพี่แทนแต่ฉันเลือกจะไม่กดรับสาย กดทิ้งและปิดเครื่องจนกลับมาถึงบ้าน

ดึกมากแล้ว แม่กับพ่อคงนอนหมดแล้ว ฉันจึงเลือกจะเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองก่อน ไม่อยากร้องไห้ แต่ข้างในมันเจ็บปวดจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันกำลังร้องไห้… ทำไมมันทรมานจัง

ก๊อก ก๊อก 

เพราะเสียงเคาะประตูห้องในยามดึก ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ สองมือยกขึ้นปาดหยาดน้ำตาแบบลวกๆ ก่อนจะเดินออกไปเปิดประตู คนตรงหน้าที่ยืนอยู่คือพ่อ ทุกทีเขาคือคนที่ฉันนึกกลัวเสมอ แต่วันนี้กลับไม่ใช่ พ่อมาได้เวลาพอดีเลยค่ะ

หมับ! 

ฉันไม่เข้มแข็งอีกแล้ว มันพังหมดแล้ว กอดพ่อร้องไห้โฮเลยทีเดียว ท่านเองก็คอยลูบหัวเพื่อปลอบใจฉัน จนฉันหยุดร้องไห้ พากันเดินเข้ามานั่งอยู่ที่ปลายเตียงในห้องนอน

“แม่ล่ะคะ”

“หลับไปแล้ว”

“หนูขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตาพ่อเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งกอดท่านร้องไห้ไปหยกๆ

“ชบาของพ่อโตขึ้นแล้วสินะ”

“คะ?” ฉันนึกแปลกใจในคำพูดของพ่อจนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองท่าน พบเพียงรอยยิ้มแสนอบอุ่นส่งผ่านมาเท่านั้น

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกที่ใครสักคนจะผ่านบททดสอบต่างๆ ไปได้น่ะ”

“หนูไม่เข้าใจค่ะ”

“พ่อจะไม่ถามหรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น พ่อเชื่อเสมอว่าคำสอนของพ่อยังคงใช้ได้ผลกับลูกๆ ทุกคน”

กึก!

คำว่าลูกๆ ที่เอ่ยออกมาจากปากของพ่อ มันทำให้ฉันรู้สึกผิดเหลือเกิน พ่อพูดเหมือนรู้ แต่ท่านกลับไม่เอ่ยถามเพราะอยากให้ลูกพูดออกมาเองมากกว่า

“หนู…”

“ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเด็ก ลองก้าวพลาดบ้างสักครั้งก็ไม่เป็นอะไรหรอกนะ แต่ไม่ควรจะพลาดเรื่องเดิมซ้ำๆ เพราะมันจะย้ำเตือนว่าเราไม่เคยเก่งกับเรื่องแบบนี้เลย หนูเข้าใจพ่อหรือเปล่า”

“ก็พอจะเข้าใจค่ะ”

“สงสัยต้องให้มะลิสอนแทน”

“พ่อคะ” พ่อเอาแต่ยิ้ม ส่วนฉันทำหน้าหงอย พ่อชอบว่าฉันเหมือนแม่อยู่เรื่อยเลย แต่จะว่าไปทุกคนก็ลงความเห็นแบบนี้แหละค่ะ

“พ่อไม่ควรสอนอะไรที่ไร้ความรู้สึกกับหนูสินะ”

“…” ยิ่งฟัง ยิ่งไม่เข้าใจ

“หนูเปรียบเสมือนดวงใจของพ่อกับแม่นะ เป็นส่วนสำคัญถึงจะไม่ใช่ที่สุดก็ตาม แต่ถ้าดวงใจเจ็บปวด ทำไมคนเป็นพ่อแม่จะไม่รับรู้”

อึก…

ทำไมฉันต้องนึกกลัวทุกคำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากของพ่อด้วย แม้ใบหน้าของท่านจะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แต่คำพูดมากมายที่เอ่ยออกมามันไม่ใช่ แม่มักจะบอกเสมอว่าพ่อเลือดเย็น… สิ่งที่ฉันเห็นอาจจะแตกต่างจากคำบอกเล่าของแม่ไปบ้าง แต่บางครั้งมันก็คือเรื่องจริง

“นี่ก็ดึกมากแล้ว หนูไปอาบน้ำเข้านอนเถอะ พ่อก็จะกลับไปนอนแล้วเหมือนกัน” เมื่อเห็นว่าฉันเงียบไป พ่อก็เลือกจะเปลี่ยนเรื่องแทน

“พ่อคะ”

“หืม?”

“ถ้าวันหนึ่งหนูทำผิดไป พ่อจะโกรธหนูไหม”

“พ่อก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวชบาเสมอเช่นกัน ฝันดีนะลูก” มือหนาแสนอบอุ่นวางลงบนศีรษะของฉันพลางขยี้ไปมาอย่างอ่อนโยนเหลือเกิน

เฮ้อ!

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันคิดถึงคือพี่แทน ไม่เข้าใจและอยากได้คำอธิบายในเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังไม่พร้อมอยู่ดี…

“พี่ไม่ได้ใจร้ายกับชบาอยู่ใช่มั้ยคะ”

ฉันคงพูดได้แค่นี้ ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ต้องรู้สึกยังไง ตอนนี้ทำได้ดีที่สุดคืออาบน้ำและเข้าใจ พรุ่งนี้อาจจะเจอเรื่องที่ดีกว่าตอนนี้ก็ได้ค่ะ

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องพร้อมกับข้อความมากมายที่เด้งเข้ามา เบอร์แสนคุ้นเคย แต่ทำไมความรู้สึกลึกๆ มันถึงไม่โอเคแบบนี้เลย ฉันไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้ แต่ทำไมต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยเลย พี่แทนเหมือนไม่ใช่คนเดิม เขากลายเป็นผู้ชายที่ฉันเอื้อมแทบไม่ถึงอีกแล้ว

เฮ้อ!

ฉันเลือกจะไม่ติดต่อกลับไป แถมยังปิดเสียงโทรศัพท์เพื่อหนีปัญหาอีกตามเคย เพราะฉันเชื่อเสมอ เขาไม่มีทางทิ้งฉันหรือหายไปอีกแน่นอน ฉันยังมั่นใจในตัวเองได้ใช่มั้ย

หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ออกจากห้องน้ำเพื่อแต่งตัวเดินลงไปด้านล่าง บรรยากาศไม่ค่อยเหมือนเดิมสักเท่าไหร่ ในบ้านเงียบจนฉันแทบไม่อยากก้าวขาออกไปเผชิญหน้ากับใครเลยจริงๆ

หมับ! 

ก้าวขาลงจากบันไดขั้นสุดท้ายพร้อมกับข้อมือที่ถูกกระชากอย่างแรงจนตัวปลิวติดไปตามแรง แถมยังถูกบังคับให้เดินออกจากบ้านมาแบบงงๆ อีกต่างหาก พอตั้งสติได้ก็รีบขืนตัวเองและหยุดเดินทันที

“ปล่อยนะคะ” คนตรงหน้าหยุดเดินพลางหมุนตัวหันกลับมามองหน้ากัน สีหน้าของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังโกรธ แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาโกรธ ในเมื่อเขาทำผิดกับฉันก่อน

“ปิดเครื่องทำไม แล้วกลับบ้านทำไมถึงไม่บอกพี่ รู้หรือเปล่าว่าเป็นห่วงน่ะ” ไม่บ่อยนักที่ฉันจะได้เห็นพี่แทนในมุมนี้ ปกติเขาจะนิ่งใส่ฉันอยู่ตลอด แต่วันนี้เขากลับเลือกที่จะโวยวายแทน

“ไม่รู้ค่ะ”

“ชบา!”

“ชบาจะไปไหนได้นอกจากคอนโดแล้วก็บ้าน ทำไมต้องมาโวยวายใส่ด้วยล่ะคะ ชบาโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ แล้วค่ะ” ฉันว่าพลางออกแรงบิดข้อมือของตัวเองให้หลุดจากเงื้อมมือของพี่แทน แต่เขากลับจับไว้จนแน่น “เจ็บนะคะ”

“เป็นอะไร”

“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”

“คิดว่าพี่จะเชื่องั้นเหรอ”

“ไม่ได้บังคับให้เชื่อค่ะ ปล่อยได้แล้ว ชบาจะเข้าบ้าน”

“น้อง!” ฉันไม่ได้อยากทะเลาะกับเขา อยากได้ยินคำอธิบายมากมายจากปากของเขามากกว่า แต่พี่แทนกลับไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยออกมาเลย นอกจากจะเงียบ ยังมาหาเรื่องฉันแทนอีก

“ทะเลาะอะไรกันเสียงดังเอะอะไปถึงข้างในบ้าน”

ตึกตัก ตึกตัก 

เสียงหัวใจของฉันเต้นแทบไม่เป็นจังหวะกับประโยคคำถามที่เอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง ค่อยๆ เบี่ยงตัวหันกลับไปมองก็เห็นพ่อยืนทำหน้านิ่งขรึมจ้องพวกเราสองคนอยู่

“ผม…”

“เปล่าค่ะ พวกเราแค่คุยกัน”

“คุย?” สีหน้าของพ่อเหมือนไม่เชื่อเลยค่ะ “จริงเหรอแทน”

“ครับ” พี่แทนหันมามองหน้าฉัน แต่กลับเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ทำให้ฉันเห็นว่าแววตาของเขาเศร้าก่อนที่มือหนาจะปล่อยมือฉันให้เป็นอิสระ

“ถ้ามีอะไรก็คุยกันในบ้านให้ดีๆ ไม่ใช่แอบคุยกันแบบนี้”

“ขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตากับพ่อแบบตรงๆ กลัวสายตาของเขามาก มันดูแตกต่างจากเมื่อคืนโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ

“ผมขอคุยกับพ่อสักครู่ได้ไหมครับ” ฉันไม่รู้ว่าพี่แทนต้องการคุยอะไรกับพ่อ แต่ประโยคของเขากลับทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงมากๆ

“สำคัญหรือเปล่า”

“ครับ”

“อืม” พ่อขานรับพลางหันมามองหน้าสบตากับฉันเพียงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน พี่แทนเองก็เงียบไป เขาหันมามองหน้าฉันนิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไร แถมยังจะเดินตามพ่อไปอีก

“พี่จะคุยอะไรกับพ่อ”

“ไม่ต้องกลัวหรอก เรื่องของเราถ้าชบาอยากให้เป็นความลับ มันก็จะเป็นแบบนี้ตลอดไป”

“พี่แทน!”

“…” สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้ได้ในตอนนี้คือแววตาเศร้าหมองของพี่แทนที่หันมามองทางฉันก่อนจะหันกลับไปแล้วเดินตามพ่อเข้าไปในบ้าน

ฉันไม่รู้ว่าพี่แทนจะคุยกับพ่อเรื่องอะไร ทั้งกลัวและกังวล ทำไมสถานการณ์ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ เขาเลือกจะไม่อธิบายและทำเหมือนทุกอย่างคือความลับ

ฉันไม่รู้ว่าพ่อคุยอะไรกับพี่แทน และไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้เขาหายไปไหนเพราะพ่อเดินกลับมาแค่คนเดียวเท่านั้น แถมยังได้ยินเสียงรถของพี่แทนขับออกไปจากบ้านอีกต่างหาก ถึงจะอยากรู้มากแค่ไหน แต่ปากกลับหนักจนไม่กล้าเอ่ยถามออกไปตรงๆ

“แทนไปไหนล่ะคะ ทำไมไม่มากินข้าวด้วยกันก่อน”

“ไปจัดการธุระสำคัญน่ะ”

“ธุระ? พี่ปืนให้ลูกไปทำอะไรอีกคะ” ฉันอยากขอบคุณแม่จริงๆ เพราะทุกคำถามของท่าน เป็นเรื่องที่ฉันอยากรู้ทั้งนั้น แต่กลับไม่กล้าถามพ่อออกไปเอง

“พี่จะไปสั่งอะไรได้ เรื่องนี้เจ้าตัวเลือกเอง”

“ชอบพูดอะไรกำกวมอยู่เรื่อยเลย”

“ตรงไหนครับ”

“ฮัลโหลครับ ผมหิวแล้ว อย่าเพิ่งเถียงกันสิครับ” ฉันลืมพี่ป่าไปได้ยังไงกันนะ ทำไมวันนี้เขาถึงกลับมากินข้าวที่บ้านได้ล่ะ ปกติเขาแทบไม่กลับมาเลย ช่วงหลังๆ พี่ป่าทำเหมือนแอบซ่อนใครเอาไว้เลยค่ะ

“มึงไม่ต้องมาปากดีเลยไอ้ป่า นี่ถ้ากูไม่บังคับให้กลับมาบ้าน คงไม่เห็นหัวสินะ”

“พี่ปืน!”

“นี่ก็ปกป้องมันดีเหลือเกิน” สีสันของบ้านคงอยู่ที่พ่อกับแม่สินะ เถียงกันเล็กน้อยก่อนจะพากันเงียบและนั่งกินมื้อเช้าแบบเงียบๆ จนอิ่ม พ่อกับแม่แยกตัวออกไป แต่ฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

“ชบา”

“คะ?” เสียงเรียกจากพี่ป่าทำให้ฉันได้สติพลางหันไปมองหน้าสบตากับเขา

“เป็นอะไรน่ะเรา”

“เปล่าค่ะ”

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าน้องสาวของพี่โกหกไม่เก่งน่ะ” ฉันยิ้มพลางส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ ทำไมถึงทรมานแบบนี้นะ เจอคำถามนี้จากปากของพี่ป่า มันทำให้น้ำตาอยากจะไหลออกมาซะดื้อๆ

“น้องแค่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนนะคะ”

“ความรักที่มาพร้อมกับความลับ มันไม่มีความสุขหรอกนะ”

“งั้นเหรอคะ? พี่เป็นผู้ชายเหมือนกันก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว”

“อ้าว!”

“ถึงน้องจะไม่ประสีประสาเรื่องความรัก แต่น้องก็รู้ว่าคนรักกันต้องซื่อสัตย์ต่อกันและไม่มีความลับกันด้วย”

“แล้วน้องจะมาโมโหใส่พี่ทำไมล่ะครับ”

“หมั่นไส้ค่ะ!” ฉันพูดจบก็ลุกเดินออกมาเลยค่ะ ไม่อยากคิดมากกับคำพูดของพี่ป่าหรอก ไม่อยากทำให้ตัวเองต้องรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพี่แทนกำลังทำอะไรอยู่ อยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกับพ่อ

เฮ้อ!

“พี่ไม่ได้โกหกลิใช่มั้ยคะ” เสียงถอนหายใจของฉันแทบขาดหายไปเมื่อได้ยินน้ำเสียงเหมือนตกใจกับอะไรบางอย่างของแม่ดังขึ้นมาแทน

“อืม”

“แล้ว…”

“ปล่อยให้แทนจัดการเองละกัน ลูกโตพอจะตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว” พ่อพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง แล้วพี่แทนไปทำอะไรเอาไว้งั้นเหรอ ทำไมต้องจัดการเรื่องที่ว่านั่นด้วย

“แล้วเรื่องของชบาล่ะคะ”

ตึกตัก ตึกตัก 

อีกแล้ว หัวใจของฉันเต้นแรงอีกแล้ว ทำไมถึงมีชื่อของฉันอยู่ในบทสนทนาระหว่างพ่อกับแม่ด้วย

“เมื่อก่อนลิเป็นยังไง ตอนนี้ชบาคงเป็นอย่างนั้น”

“หลอกด่าลิอีกแล้วนะคะ”

“เขาเรียกชมเพราะรักครับ”

“พี่ปืน!”

พ่อกับแม่เลือกจะสวีทกันอีกแล้วครับ แถมฉันยังไม่รู้อีกว่าพ่อหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมทุกคนทั้งบ้านถึงทำเหมือนกำลังมีความลับกับฉันแบบนี้ล่ะ

“ไม่เห็นจะอยากรู้เลย ชิ!” บ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินเลี่ยงกลับขึ้นไปบนห้อง ในเมื่อไม่มีใครบอก ชบาหาคำตอบเองก็ได้ 

 

 

--100%--

คิดออกแบบไหน ก็เขียนแบบนั้นแหละค่ะ 55555555555

ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบเมื่อนิยายจบบริบูรณ์นะคะ

 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันเสมอ

ความคิดเห็น