ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 – ถึงเวลาเปิดใจ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 – ถึงเวลาเปิดใจ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2561 16:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 – ถึงเวลาเปิดใจ (2/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 15 – ถึงเวลาเปิดใจ



ประตูห้องนอนที่เคยปิดสนิทถูกเปิดออกช้าๆ ก่อนจะตามมาด้วยร่างบางของจิณณ์ในสภาพที่เรียกว่าทุลักทุเลพอสมควร เพราะมือข้างหนึ่งต้องถือถาดรองชามข้าวต้ม ส่วนอีกข้างก็ต้องเลื่อนเปิดบานประตูให้อ้าออก

“ตื่นแล้วเหรอครับ” ผู้บุกรุกเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อคนที่ตั้งใจจะปลุกให้ตื่นขึ้นมากินข้าว กินยากำลังนอนลืมตาตื่นอยู่บนเตียงเป็นที่เรียบร้อย

นักรบครางรับในลำคอ สองมือหนาอ่อนแรงยันร่างสูงใหญ่ของตัวเองลุกขึ้นนั่ง จิณณ์วางถาดในมือ ก่อนจะค่อยทรุดกายลงช่วยพยุงร่างสูงของคนป่วยให้พิงพนักเตียงนอน จัดท่าทางให้อีกคนนั่งในท่าที่สบายที่สุด

ฟึ่บ

“อืม”

นักรบเผลอครางในลำคอ เมื่อฝ่ามือเรียวบางวางบนหน้าผากกว้างแผ่วเบาราวกับจะวัดอุณหภูมิของคนป่วยว่าลดลงบ้างหรือเปล่า ขณะที่ดวงตาคมเข้มก็จดจ้องมองภาพพยาบาลจำเป็นที่ระบายยิ้มหวานออกมาไม่วางตา

“โคตรอยากจูบมึงเลยว่ะ”

น้ำเสียงแหบพร่ากับคำพูดตรงไปตรงมาของคนตรงหน้าทำเอาจิณณ์ชะงัก หรี่ตาลงมองคนพูดที่เอาแต่จดจ้องริมฝีปากบางสีสดของเขาไม่วางตา แล้วต่อมาคนป่วยก็เป็นอันต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อตัวเอง เมื่อ…

จุ๊บ

“!!!”

“รอหายป่วยก่อนนะครับ…คนเก่ง แล้วจะให้รางวัลที่มากกว่านี้”

สัมผัสแผ่วเบาที่จูบซับตรงริมฝีปากร้อนเพราะฤทธิ์ไข้ของนักรบอย่างรวดเร็ว ดวงหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างเขินอายที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ กำลังเอ่ยประโยคที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นถี่รัวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ

“หึ อย่ายั่ว ถึงกูจะไม่สบายแต่ก็มีแรงทำมึงนะ”

ตวัดวาดท่อนแขนแกร่งโอบเอวบางเข้ามาใกล้ พลางเลื่อนจมูกโด่งคลอเคลียกับแก้มขาวเนียนทั้งสองข้างด้วยลมหายใจร้อนๆ จนจิณณ์ขยับตัวน้อยๆ ย่นคอหนี ก่อนจะยกมือเรียวดันแผ่นอกแกร่งของคนป่วยให้ออกห่าง

“ฮื่อ ไม่เอาครับ” คนโดนปล้นจูบ ปล้นหอมส่ายหน้าไปมาบอกปัด เลื่อนมือทั้งสองข้างขึ้นประคองรอบดวงหน้าหล่อเหลา โน้มแตะหน้าผากตัวเองกับอีกฝ่าย ขณะที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเข้มคู่นั้นของคนป่วย แล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟัง

“กินข้าวก่อนนะครับ แล้วจะได้กินยา เดี๋ยวไม่หายนะครับ”

“ป้อนไหมล่ะ” สอดมือเข้าที่เอว โอบรั้งเอาคนตรงหน้าเข้ามาแนบชิด ดวงตาทั้งสองคู่ยังคงประสานกันนิ่ง

คนฟังหลุดยิ้มขำกับคำถามพร้อมสายตาที่อ่อนลง คล้ายกับจะอ้อนกันเป็นครั้งแรกของคนป่วยตรงหน้า ตั้งแต่กลับจากสนามแข่งรถวันนั้นจิณณ์ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายดูจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมอยู่มากโข

จะบอกว่ามันเปลี่ยนเลยก็ไม่ใช่ ต้องบอกว่าอ่อนลงและดูจะ…ขี้อ้อนขึ้นกว่าเก่า

“แบบนี้เรียกว่าอ้อนหรือเปล่าครับ”

“คิดว่าไง”

จิณณ์ไม่ตอบ หากแต่เลือกจะดันตัวออกห่างซึ่งนักรบก็ไม่คิดจะรั้งไว้ มือเรียวเอื้อมไปหยิบชามข้าวต้มร้อนๆ หน้าตาน่าทานมาถือไว้ ตักข้าวต้มฝีมือตัวเองพอดีคำ

กึก

แต่แล้วมือเรียวก็เป็นอันต้องชะงัก เมื่อนึกถึงภาพวันที่ตัวเองไม่สบายแล้วอีกฝ่ายทำข้าวต้มมาให้กิน แถมยังใจร้ายป้อนเขาทั้งๆ ที่ข้าวมันยังร้อนและพูนช้อน

บอกตามตรงว่าวันนั้นมัน…ทรมานสุดๆ ไปเลย

“คิดอะไรอยู่ จะบังคับให้กูกินข้าวต้มร้อนๆ เหมือนที่กูป้อนมึงวันนั้นหรือไง”

และดูเหมือนจะไม่ใช่แค่จิณณ์คนเดียวที่เห็นภาพในวันนั้นฉายซ้ำในความทรงจำ นักรบเองก็ไม่ต่างกัน คิ้วหนาเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม อยากจะรู้เหมือนกันว่าหากมีโอกาสเอาคืน จิณณ์จะทำเหมือนที่เขาเคยทำกับตัวเองหรือเปล่า

“ผมไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียหน่อย”

ทว่า คำตอบพร้อมรอยยิ้มหวานรู้ทันทำเอาคนใจร้าย หัวใจกระด้างแข็งคนนี้ถึงกับอ่อนยวบไปหมด มือเรียวยกช้อนขึ้นจ่อที่ริมฝีปากบางของตัวเอง ก่อนจะเป่าลมเพื่อไล่ความร้อนสองสามครั้ง แล้วค่อยๆ ส่งให้อีกฝ่าย

“หึ” ท่าทางที่นักรบแค่หัวเราะต่ำในลำคอ กระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะอ้าปากรับข้าวต้มจากพยาบาลจำเป็นทีละคำ สองคำ กระทั่งใกล้จะหมดถ้วยมือหนาก็ยกขึ้นห้ามเป็นเชิงบอกว่าพอ

“กินให้หมดครับ ห้ามเหลือ”

“จะบอกว่า…”

“เปล่าครับ ถ้าเหลือ…คนทำจะเสียใจ” คนรู้ทันว่าดักเอาไว้ก่อนที่คนป่วยจะเอ่ยจบประโยค ให้คนโดนดักทางอย่างนักรบกระตุกยิ้ม ก่อนจะยืดตัวขึ้นจากพนักเตียงนอนแล้ว…

จุ๊บ

“ป้อนต่อสิ” มอบจูบแผ่วเบาและรวดเร็วเป็นครั้งที่สอง ให้จิณณ์ได้หน้าร้อนผ่าว รู้สึกเหมือนเลือดในกายทั้งหมดไหลขึ้นมารวมกันอยู่บนใบหน้าจนแดงระเรื่อ

“คนเจ้าเล่ห์” กลีบปากบางบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบา ก้มหน้าหลบสายตาวาววับของคนป่วย จนคางชิดอกอย่างทำตัวไม่ถูก

พอเจอคนใจร้ายในโหมด…น่ารักเข้าไป จิณณ์ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันนะ

“ว่าอะไรนะ”

“เปล่าครับ” จิณณ์ส่ายหน้าพรืด จัดการตักข้าวต้มป้อนคนป่วยต่อจนกระทั่งเหลือคำสุดท้าย

“อ่ะ คำสุดท้ายแล้ว จะได้กินยานะครับ” ว่าเพียงเท่านั้น ก่อนจะเอี้ยวตัวไปวางชามเปล่าลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วเอื้อมไปหยิบน้ำและยาบนถาดส่งให้คนป่วย มือเรียวรับแก้วเปล่าไปวางในถาดดังเดิม จากนั้นก็ค่อยๆ พยุงคนป่วยให้นอนราบลงกับเตียงนอนอีกครั้ง

หมับ

“อ้ะ! คุณนักรบ”

จังหวะที่จะหมุนตัวลุกจากเตียง จู่ๆ ท่อนแขนแข็งแกร่งของคนป่วยก็โอบกอด ดึงร่างของจิณณ์ลงมาอย่างรวดเร็ว จนคนไม่ทันตั้งตัวเซถลาเข้าหาอกแกร่ง ตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“นอนกับกู…นะ” ท้ายประโยคฟังดูแผ่วเบา หากแต่คนที่อยู่ใกล้อย่างจิณณ์ยังได้ยินมันอยู่ดี ดวงหน้าหวานเงยขึ้นมองคนป่วยด้วยประกายความสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณนักรบ ผมรู้สึกเหมือนวันนี้คุณ…ดูแปลกๆ นะครับ”

“ยังไง”

“ก็คุณ…ดูอ้อน เป็นพิเศษ”

“ก็ไม่มีอะไร แค่อยากนอนกอดมึงเฉยๆ ไม่ได้หรือไง” กดริมฝีปากจูบซับลงข้างขมับขาว ก่อนจะเลื่อนไปกระซิบบอกข้างใบหู ให้จิณณ์ครางฮื่อในลำคอ หดคอหนีลมหายใจร้อนๆ ของคนป่วย

“ฮื่อออ”

“ว่าไง” เร่งเร้าอีกนิด เมื่อเห็นคนในอ้อมแขนเอาแต่มุดหน้ากับอกแกร่ง ไม่ยอมตอบคำถามเสียทีพลางลูบต้นแขนขาวไปมาเบาๆ อย่างเคยชิน จนได้ยินเสียงอู้อี้ตอบกลับจากคนบนอก

“ได้…ครับ”

จบประโยคคนทั้งคู่ก็นอนนิ่งไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาอีก มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มบนอกไปมาแผ่วเบา ดวงตาคู่คมแหงนมองเพดานอย่างใช้ความคิด เช่นเดียวกันกับจิณณ์ที่นอนซบอกแกร่งเงียบๆ ฟังเสียงลมหายใจและจังหวะการเต้นหัวใจของกันและกันอยู่พักใหญ่ ก่อนคนป่วยจะตัดสินใจเอ่ยแทรกทำลายความเงียบนั้นขึ้นมา

“จิณณ์…”

“ครับ?” ดวงหน้าหวานแหงนขึ้นมองสบกับคนเรียก คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างสงสัย ให้นักรบก้มลงประสานสายตานิ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้ตาเรียวของจิณณ์ต้องเบิกกว้าง

“มึงอยากรู้ความจริงไหม ว่าที่ผ่านมากูเจออะไรมาบ้าง”

“คุณนักรบ…มันจะดีเหรอครับ”

ถึงจะดีใจอยู่ไม่น้อยที่คุณนักรบยอมเปิดใจแล้วเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง ทว่า ดวงตาคู่คมที่กำลังสะท้อนแววของความอ่อนแอออกมาให้เห็นกับภาพคนป่วยที่นอนละเมอ ร้องไห้อย่างหวาดกลัวเพราะฤทธิ์ไข้เมื่อคืนก็เด่นชัดขึ้น จนจิณณ์ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องลำบากใจ รื้อฟื้นอดีตอันแสนเจ็บปวดขึ้นมาอีก

นักรบส่ายหน้านิด มือหนากดศีรษะคนที่มองเขาด้วยแววตาห่วงใยให้ซบลงกับอกกว้างดังเดิม พลางลูบกลุ่มผมนุ่มไปมาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเขาไม่เป็นไร ส่วนมืออีกข้างก็กุมมือเรียวที่วางอยู่บนอกแกร่งเอาไว้แน่น ก่อนเสียงแหบพร่าจะค่อยๆ เอ่ยเล่าเรื่องราวที่ฝังอยู่ในใจของเขามานานเกือบยี่สิบปี

“เมื่อก่อนพ่อของมึงกับพ่อของกูพวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน ท่านทั้งสองร่วมหุ้นลงทุนสร้างบริษัทขึ้นมาด้วยกัน จนมีชื่อเสียงและใหญ่โตเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เวลาเกิดปัญหาพวกท่านก็มักอยู่เคียงข้างและคอยช่วยเหลือกันเสมอ จนมันกลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน”

“…”

“ในสายตากูและคนในครอบครัว ตอนนั้นคุณอาธนัตถ์เป็นคนใจดีมาก ตั้งแต่กูจำความได้ท่านก็มักจะแวะเวียนมาหาที่บ้านบ่อยๆ”

“…”

“เพราะความใจดีและความจริงใจนี้ ทำให้ไม่มีใครคิดหวาดระแวงหรือสงสัยอะไรในตัวพ่อของมึงเลยสักคน”

“…”

“ตอนนั้นไม่ว่าคุณอาธนัตถ์จะแนะนำหรือพูดอะไรมาพ่อกูก็เชื่อไปหมดทุกอย่าง นั่นเพราะเขาเชื่อในความเป็นเพื่อนที่มีให้กันมานาน” ดวงตาคู่คมจ้องเพดานนิ่ง ราวกับมองภาพอดีตที่ผ่านมาของตัวเอง

“และเพราะแบบนั้นคุณอาธนัตถ์จึงใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ มาหลอกให้พ่อกูเอาเงินจำนวนมหาศาลไปลงทุนกับธุรกิจใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยที่ท่านไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังจะถูกเพื่อนรักเพียงคนเดียวหักหลัง”

“…”

“แล้ววันหนึ่งเงินลงทุนนั้นกับเงินอีกหลายสิบล้านถูกยักยอกออกไปจากบริษัท ทำให้บริษัทของพ่อกูต้องเจอวิกฤติ เสียรายได้มหาศาลจนเกือบล้มละลาย หุ้นส่วนเกือบครึ่งต่างพากันถอนตัว เพราะไม่มีใครอยากเดือดร้อนไปด้วย รวมถึงคนที่ไม่คาดคิดอย่าง…เพื่อนรักของพ่อ”

“…”

“ตอนนั้นพ่อมีแต่ความสับสนและไม่เข้าใจ ว่าทำไมอาธนัตถ์ถึงได้ทำแบบนั้น ทำไมถึงเลือกทอดทิ้งแทนที่จะอยู่เคียงข้างกัน คอยแก้ปัญหาไปด้วยกันเหมือนที่ผ่านมา”

“…”

“หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ได้รู้ความจริงว่าคนที่ยักยอกเงินทั้งหมด และดึงหุ้นส่วนที่ขอถอนตัวพวกนั้นให้ย้ายไปลงทุนกับบริษัทใหม่ก็คืออาธนัตถ์เองนั่นแหละ”

ความจริงอีกด้านของผู้เป็นพ่อที่ไม่เคยรู้ค่อยๆ หลั่งไหลจากร่างสูง ทำเอาคนฟังอย่างจิณณ์ต้องเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกร้อนรอบกระบอกตาเหมือนน้ำตามันจะไหลออกมารอมร่อ พยายามจะหาเหตุผลมากมายมาแก้ต่างให้พ่อของตัวเอง ทว่า ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกเลย สมองมันอื้ออึงไปหมด รับรู้เพียงความเจ็บปวดของอีกฝ่ายที่ถูกถ่ายทอดออกมา

“พ่อเสียใจมากที่โดนเพื่อนรักเพียงคนเดียวหักหลัง ซ้ำร้ายสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวกูเองก็ย่ำแย่ จนพ่อต้องเอาเงินเก็บจำนวนหนึ่งออกมาจ่ายชดเชยล่วงหน้าให้บรรดาแม่บ้านและคนงานทั้งหมด ก่อนจะขอร้องให้พวกเขาย้ายออกจากบ้านหลังนี้ไปซะ เพราะท่านไม่อยากจะให้คนเหล่านั้นต้องมาลำบากไปกับเราด้วย”

“…”

“ความจริงแล้ว คุณอาธนัตถ์ พ่อของมึงตั้งใจจะฮุบทุกอย่างที่มีไปจากพ่อของกู…รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย” มือทั้งสองที่ยังคงจับกันเอาไว้แน่น นิ้วหัวแม่มือของทั้งคู่ต่างลูบไล้หลังมือของกันและกันไปมาแผ่วเบา ราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกมากมายแทนคำพูด

“แต่เพราะพ่อกูท่านซื้อบ้านหลังนี้ด้วยชื่อของกูและแม่เอาไว้แต่แรก มันเลยกลายเป็นว่าพ่อของมึงไม่มีสิทธิ์ พอพ่อของมึงรู้เรื่องเข้าก็โกรธมากจนถึงขั้นสั่งคนให้ไปจับตัวแม่กับกูมาทรมาน เพื่อให้เซ็นโอนมอบอำนาจบ้านหลังนี้ให้พ่อของมึง” นักรบเว้นวรรคนิด เปลือกตาหนาค่อยๆ ปิดลง พยายามไล่ความร้อนออกจากกระบอกตาเรียวของตัวเอง ก่อนจะว่าต่อ

“แต่กูกับแม่ไม่ยอม พ่อมึงก็ซ้อมกูอย่างหนักปางตาย แล้วสุดท้ายคุณอาที่แสนใจดีก็ลงมือข่มเหงแม่ของกูเหมือนที่กูทำกับมึง…เขาทำมันต่อหน้าต่อตาเด็กอายุแค่สิบขวบ” แค่เพียงจบประโยค หยดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่รอบหน่วยตาเรียวก็ร่วงลงบนอกแกร่งอย่างห้ามไม่อยู่อีกต่อไป กายบางสั่นเทาอย่างที่พยายามจะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ จนนักรบต้องลูบไหล่บางไปมา พร้อมกดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มแผ่วเบาอย่างปลอบประโลม

“อยากให้กูหยุดไหม”

“ฮึก…ไม่เป็นไร อึ่ก คุณนักรบ เล่าต่อเถอะครับ ผมอยากฟัง” จิณณ์หลับตาแน่น ส่ายหน้าไปมากับอกแกร่ง ก่อนจะเอ่ยตอบคนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

แม้ว่าก้อนเนื้อใต้อกซ้ายจะบีบรัดจนร้าวไปหมด แต่เขาก็ยังอยากฟัง อยากรับรู้ว่าคนคนนี้ต้องผ่านเรื่องราวอันแสนโหดร้ายที่เกิดจากพ่อของเขามาได้อย่างไร

“กูพยายามร้องขอและอ้อนวอนให้พ่อของมึงหยุดแต่เขาก็ไม่หยุด ตอนนั้นมีแค่สายตาและน้ำเสียงโหดเหี้ยมที่พูดออกมาเหมือนสะใจและสุขสมบนร่างกายเปลือยเปล่าของแม่ จนเด็กอย่างกูทนไม่ไหว พยายามฝืนร่างกายที่แทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นมาแล้ววิ่งเข้าไปห้าม ตอนนั้นกูคิดอะไรไม่ออกหรอกรู้เพียงว่าต้องช่วยแม่ที่ถูกทำร้ายเอาไว้ให้ได้”

“ฮึก…”

“และผลที่ตามมาคือพ่อของมึงผลักกูจนล้มลงกระแทกพื้น คุณอาที่เคยใจดีในสายตากูค่อยๆ ถอนกายออกจากตัวแม่ แล้วคว้ามีดเล่มเล็กที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาปักลงบนไหล่กู” น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงหล่นจากหน่วยตาคู่คมของนักรบอย่างห้ามไม่อยู่เช่นกัน

ภาพคุณอาธนัตถ์กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายเปลือยเปล่าของผู้เป็นแม่ ที่กำลังกรีดร้องแทบขาดใจต่อหน้าต่อตา มันยังติดตานักรบมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกจะทำร้ายร่างกายของคนบนอกให้แปดเปื้อนและมีมลทิน เหมือนที่พ่อของจิณณ์เคยทำกับแม่ของเขา

“อึ่ก แผล…ที่หลังของคุณ” ดวงหน้าหวานแหงนขึ้นมองเจ้าของแผ่นอกแกร่ง เมื่อนึกถึงรอยแผลเป็นตรงไหล่ขวาของอีกคนที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้

ไม่คิดเลยว่าบาดแผลนั้นจะเกิดขึ้นเพราะพ่อของเขาเป็นคนทำร้ายอีกฝ่าย นักรบก้มลงมองคนในอ้อมกอด ก่อนจะพยักหน้ารับ

“ใช่ แผลเป็นที่เกิดจากการที่กูพยายามวิ่งเข้าไปห้าม และพ่อของมึงก็บังคับขู่ให้กูประทับลายนิ้วมือเพื่อยกมอบบ้านหลังนี้ให้”

“ฮึก…”

“และหลังจากบังคับให้กูประทับลายนิ้วมือมอบอำนาจเสร็จ พ่อของมึงก็คิดจะทำร้ายกูอีก แต่แม่พยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นจากเตียง มาดึงมือที่ถือมีดนั่นเอาไว้ ก่อนจะบอกให้กูรีบหนีไป”

ขณะที่นักรบเองก็พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ถึงแม้ว่าจะไม่อยากเล่าหรือนึกถึงมันมากแค่ไหน แต่ในเมื่อเขาเลือกแล้วว่าจะยอมเปิดใจให้กับคนในอ้อมกอด เขาก็ต้องบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้อีกคนฟัง

“กูไม่อยากหนี กูอยากอยู่ช่วยแม่ให้หนีออกไปด้วยกันแต่ท่านก็ไม่ยอม พยายามอ้อนวอน ร้องขอ บอกให้กูหนีไป ไม่ต้องห่วงท่าน กูเลยตัดสินใจหนีออกมาด้วยสภาพที่เลือดท่วมตัวก่อนที่ลูกน้องของพ่อมึงจะไหวตัวทัน”

“ฮึก…”

“จะเรียกว่าโชคช่วยหรืออะไรดี ที่วันนั้นมีคนผ่านมาเจอและช่วยกูไว้ได้ทันพอดี จากนั้นเขาก็เอากูไปเลี้ยงและช่วยสอนทุกอย่างให้กับกู จนกูเข้มแข็งได้อย่างทุกวันนี้”

“คุณนักรบ ฮึก”

“แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้นหรอกนะ พ่อของมึงยังสั่งคนไปฆ่าพ่อกับแม่ของกู แล้วกุข่าวว่าพวกท่านฉ้อโกงและต่อมาก็ต้องตายเพราะอุบัติเหตุ” คนฟังได้แต่บีบมือของนักรบแน่นอย่างให้กำลังใจ ทั้งที่ตัวเองก็สะอื้นไห้จนแทบขาดใจกับความโหดร้ายที่ไม่เคยรับรู้ของผู้เป็นพ่อ

“พอทุกอย่างในชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง กูก็พยายามตามหาครอบครัวของมึงแทบพลิกแผ่นดินแต่ก็ไม่เจอ กูรู้แค่เพียงว่าคนในครอบครัวฐานนันท์ญาขายบ้านหลังนี้และย้ายไปต่างประเทศกันหมด จนกระทั่งมาเจอมึงทำงานที่ร้านกาแฟนั่นแหละ”

“ฮึก…”

“เป็นไง เรื่องกู มันน่าสมเพชไหม” ดวงหน้าหล่อก้มลงมองสบกับนัยน์ตาเรียวแดงก่ำ ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างสมเพชกับเรื่องราวของตัวเองในอดีต ให้จิณณ์ส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา

“ผมขอโทษ ฮึก…ขอโทษ”

ขอโทษ…ที่พ่อของเขาทำร้ายคนคนนี้และครอบครัว

ขอโทษ…ที่ไม่เคยรู้เลยสักนิดว่าที่ผ่านมาตัวเองกำลังมีความสุขอยู่บนความเจ็บปวดของคุณนักรบ

“ฮึก ขอโทษ ฮือออออ” คนที่น้ำตาไหลเป็นทาง ใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาส่ายไปมาพลางกอดรัดเอวสอบของคนตรงหน้าเอาไว้แน่น พร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างแทบขาดใจ

“ไม่ต้องขอโทษหรอกจิณณ์ มึงไม่ผิด” ดวงหน้าหล่อส่ายนิดว่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง นิ้วเรียวยาวปาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนทั้งสองข้างอย่างแผ่วเบา ก่อนจะจูบซับลงบนปลายจมูกรั้นแดงก่ำอย่างปวดหน่วงในใจไม่ต่างกัน

“ตะ…แต่ ฮึก พ่อของ…ผม”

“มึงไม่รู้เรื่องด้วย จิณณ์” นักรบตวัดท่อนแขนแกร่งข้างขวาคว้าเอาร่างบางที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนเข้ามากอดแน่นจนจมอก กระซิบปลอบข้างหูก่อนจะหลับตาลง

“ผม ฮึก…ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ฮึก…ว่าทุกอย่างที่ได้มามันเป็น อึ่ก…เพราะ…พ่อโกงครอบครัวของคุณมา” ยามฟังคำพูดสั่นเครือของคนในอ้อมกอดที่ถ่ายทอดความรู้สึกผิดมากมายออกมา ให้คนฟังได้แต่กดศีรษะทุยให้จมกับอกแน่นขึ้น

“ไม่ต้องพูดแล้ว กูรู้จิณณ์ กูรู้ดี”


.

.

.


“เมื่อก่อนผมเคยฝันอยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติสวยงามแบบบ้านหลังนี้”

จู่ๆ คนที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ แม้ว่าตอนนี้จิณณ์จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่คนในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งก็ยังคงมีริ้วสะอื้นออกมาเบาๆ ให้นักรบที่นอนอยู่ข้างกันได้ยินชัดเจนจนต้องยกมือลูบแผ่นหลังบางไปมาอย่างปลอบโยน

“ผมมักจะบอกกับพ่อเสมอ ซึ่งท่านรับฟังแล้วก็บอกผมว่าให้รอหน่อย สักวันท่านจะทำให้ฝันของผมเป็นจริงให้ได้”

“…”

“จนวันนั้นก็มาถึงวันเกิดครบรอบสิบขวบของผม พ่อพาผมกับแม่มาที่นี่พร้อมบอกว่านี่เป็นของขวัญวันเกิดให้ผม และเราสามคนก็อยู่ที่บ้านหลังนี้จนผมเรียนจบ” เมื่อมั่นใจว่าคนใจร้ายยอมเปิดใจและรับฟังกัน จิณณ์จึงตัดสินใจค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวเองให้คนตัวสูงฟัง ตาเรียวสวยหลับลงพลางกอดกระชับเอวสอบให้แน่นยิ่งขึ้น ซึ่งนักรบเองก็ไม่คิดปฏิเสธ

“จนวันหนึ่งครอบครัวของผมโดนฟ้องล้มละลายมีหนี้มหาศาล พ่อกับแม่เลือกจะพาผมย้ายไปเมืองนอก พวกท่านพาผมไปหลายประเทศมากครับ พวกเราอยู่กันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ อดมื้อกินมื้อ และทุกครั้งที่ต้องย้ายประเทศแม่ก็มักจะกำชับกับผมเสมอ ว่าหากวันใดวันหนึ่งพวกท่านทั้งสองเป็นอะไรไปให้ผมเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นหลิวหยางหมิงทันที”

“…”

“กระทั่งพวกเราย้ายไปอเมริกาได้ไม่นานพ่อกับแม่ก็ประสบอุบัติเหตุ จมน้ำเสียชีวิตทั้งคู่ ฮึก…ตอนนั้นผมช็อกมากทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนจะหลับไปคือภาพของพ่อกับแม่ที่ค่อยๆ จมหายไปในสายน้ำ” ริมฝีปากหนากดจูบลงบนหน้าผากมนของคนที่พูดเจือสะอื้นอย่างปลอบโยน

“ผมตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นหลิวหยางหมิงไปซะแล้ว ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าใครเป็นคนช่วยชีวิตและดำเนินการเรื่องทั้งหมดให้ แต่หลังจากนั้นผมก็อยู่คนเดียวมาตลอด มันทั้งอ้างว้าง โดดเดี่ยวแล้วก็เหงามากๆ เลยนะครับ จนผมได้มาพบกับ…คุณ” ดวงหน้าหวานที่ยังคงแดงก่ำและเปื้อนน้ำตาแหงนขึ้นมองดวงหน้าหล่อ ยอมรับว่าเขาเคยหวาดกลัวผู้ชายคนนี้

คนที่…ทำร้ายร่างกายของเขาให้แปดเปื้อนอย่างโหดทารุณ

คนที่…ทำร้ายจิตใจเขาอย่างไม่ใยดี

และคนคนนั้นก็เป็นคนเดียวกันกับเจ้าของอ้อมกอดที่มอบความอบอุ่นอันแสนกระด้างให้แก่กัน อย่างที่จิณณ์เองก็ไม่เคยคิดจะหลีกหนีไปจากมันเลยสักครั้ง

“คุณนักรบครับ”

“หื้ม?”

“ขอผม…ดูแผลที่หลังคุณหน่อย…ได้ไหมครับ” คำพูดที่ทำเอานักรบต้องขมวดคิ้วแน่น มองคนร้องไห้ตรงหน้าอย่างเป็นคำถาม

“นะครับ”

แต่พอเจอดวงตาเรียวฉ่ำหยาดน้ำที่แสนจะออดอ้อนเข้าไป นักรบก็เป็นอันต้องพ่นลมหายใจหนักๆ หลับตาลงอย่างใจอ่อน ดวงหน้าหล่อพยักหน้ารับ ค่อยๆ ดันร่างสูงใหญ่ของตัวเองและร่างบางในอ้อมกอดให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกเปลี่ยนเป็นถอดเสื้อตัวที่สวมอยู่ตามคำขอ

จิณณ์ค่อยๆ ยกมือเรียวขึ้นลูบไล้ตามรอยแผลตรงไหล่ขวาอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าหากเขาเผลอแตะแรงเกินไปจะทำให้อีกคนเจ็บปวดเอาได้ ก่อนริมฝีปากบางสั่นระริกจะจูบซับตรงรอยแผลนั้นอย่างแผ่วเบา

บาดแผลที่คงจะโหดร้ายและสาหัสมากเกินไปสำหรับเด็กน้อยอายุแค่สิบขวบ

คนได้รับสัมผัสสะดุ้งนิดกับลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดแผ่นหลังเปลือยเปล่า นักรบเอี้ยวตัวมองดวงหน้าหวานที่แนบอยู่กับแผ่นหลังกว้างของตัวเองด้วยหัวใจที่สั่นระรัว

“เหนื่อยมากใช่ไหมครับ”

“…”

“คุณนักรบของผมตอนนี้กับคุณนักรบตอนสิบขวบ คงเหนื่อยและทรมานมากสินะครับ”

“แล้วมึงล่ะ เหนื่อยมากไหม ทรมานหรือเปล่า ที่ผ่านมา กูทำร้ายมึงทั้งที่รู้ว่ามึงเองก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย แต่กูก็ยังรั้นที่จะทำร้ายมึง” นักรบหมุนตัวกลับมาเผชิญกับอีกคน ท่อนแขนแกร่งโอบรั้งเอวบางเข้ามาใกล้พลางมองสบตาเรียวด้วยความรู้สึกมากมาย

ที่ผ่านมา นักรบเลือกจะมองข้ามทุกอย่าง แม้กระทั่งความจริงที่ว่าจิณณ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย เขาเป็นคนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของคนตรงหน้าอย่างสะใจและไร้ความปรานี ทว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเองที่เจ็บปวดและทรมานทุกครั้งเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำลงไป

“เราต่างก็เจ็บปวดกันมามากแล้ว อึ่ก…หยุดความแค้นเถอะนะครับ ผมไม่อยากเห็นคุณต้องทรมานแบบนี้อีกแล้ว” ไม่อยากเห็นอีกคนต้องจมอยู่กับความแค้นที่เจ็บปวดและทรมานแบบนี้ จิณณ์อยากเป็นคนพาคุณนักรบก้าวออกจากความทรงจำอันแสนโหดร้ายนั้น

นักรบเลื่อนมือหนาทั้งสองขึ้นโอบรอบกรอบหน้าเรียว ค่อยๆ ลูบแก้มเนียนที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังอย่างจิณณ์ต้องถลาเข้ามากอดคอเขาแน่น ซบดวงหน้าหวานกับอกแกร่ง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกระลอก

“กูหยุดตั้งแต่มีมึงแล้วล่ะ…จิณณ์”



---


เฮียเขามีเหตุผลของเขา เขาไม่ได้อยากทำร้ายน้องแต่เพราะอดีตที่ผ่านมามันเจ็บปวดเกินจะลบออกง่ายๆ สำหรับเด็ก 10 ขวบ


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว