ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 – ดักไข้

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 – ดักไข้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.9k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 15:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 – ดักไข้
แบบอักษร

ตอนที่ 4 – ดักไข้



ภายในอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเครื่องปั่นไฟดังขึ้นแข่งกับเสียงเหยียบคันเร่งลองเครื่องของรถสปอร์ตคันหรูราคาเฉียบสิบล้านที่เพิ่งส่งตรงเข้ามาเมื่อเช้านี้ บรรดาลูกน้องคนสนิทของนักรบก็กำลังวุ่นอยู่กับการปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อให้เหมาะกับการใช้แข่งแมตช์สำคัญในคืนนี้

“เฮ้ยไอ้มาร์ค! ออกไปเอาผ้าที่คุณจิณณ์หน่อย พวกกูต้องลองเครื่องใหม่กันสักหน่อย เดี๋ยวคืนนี้ไอ้คอปเตอร์มันใช้ลงแข่ง” มาร์ค เฉินพยักหน้ารับคำอย่างรู้งาน หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงผละจากรถยุโรปคันหรู วางประแจในมือลงบนกล่องเก็บเครื่องมือ ก่อนจะเช็ดมือที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่องกับชุดหมีประจำอู่อย่างไม่ใส่ใจนัก

ช่วงขายาวมุ่งตรงไปยังบริเวณลานกว้างทางด้านหลังอู่ที่มีร่างบางเจ้าของผิวขาวเนียนสะท้อนแสงแดดในยามคล้อยบ่าย กำลังขะมักเขม้นกับการซักและตากผ้ากองโต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าส่วนตัวของบรรดาช่างนับสิบภายในอู่ หรือแม้แต่กองผ้าขี้ริ้วที่มีทั้งคราบน้ำมันและคราบสกปรกต่างๆ มากมายอยู่เพียงลำพัง

ทั้งที่ภายในอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่แห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่าเครื่องซักผ้าวางอยู่ แต่จิณณ์กลับต้องจัดการผ้ากองโตเหล่านั้นด้วยมือตามคำสั่งของผู้เป็นนายใหญ่ประจำอู่

ตาคมยังคงจับจ้องแผ่นหลังบางตรงหน้าอยู่นาน ก่อนรอยยิ้มหวานของคนที่หันกลับมาพร้อมเอ่ยถามจะช่วยดึงสติของมาร์คให้กลับมา

“อ้าวคุณมาร์ค มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ”

“ผมมาเอาผ้าให้พวกในอู่น่ะครับ”

“อ๋อ งั้นรอแป๊บนะครับ เดี๋ยวผมหยิบให้” ว่าจบ ก็หมุนตัวไปหยิบตะกร้าใบใหญ่มาใส่ผ้าขี้ริ้วสำหรับใช้ในอู่ที่ถูกพับเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

“วันนี้ดูทุกคนจะวุ่นๆ กันนะครับ”

จิณณ์มีหน้าที่คอยทำความสะอาดและทำกับข้าวที่อู่ซ่อมรถแห่งนี้มาก็หลายวัน จนตอนนี้รู้จักและสนิทกับบรรดาช่างประจำอู่เกือบจะทุกคนแล้วก็ว่าได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีหน้าดุหรือโหดไปบ้างแต่ทุกคนก็มีอัธยาศัยดีกันทั้งนั้น จะมีก็แต่เจ้าของอู่คนเดียวนั่นแหละที่ดูไม่เป็นมิตรแถมยังคอยแต่จะหาเรื่องมารังแกเขาได้ทุกวี่ทุกวัน

“ครับ เห็นบ่นกันว่าคืนนี้ที่สนามมีแข่งแมตช์ใหญ่ เลยต้องลองเครื่องใหม่น่ะครับ”

“ดีจังเลยนะครับ”

“เอ่อ…คุณจิณณ์ครับ”

“ครับ?”

“ผมว่าจะถามตั้งนานแล้ว ทำไมคุณจิณณ์ถึงมาทำงานอยู่ที่อู่นี้ได้ล่ะครับ” คำถามจากคนตรงหน้าทำเอารอยยิ้มหวานของจิณณ์ค่อยๆ เจื่อนลงอย่างไม่รู้จะอธิบายหรือตอบคำถามนั้นอย่างไรดี

เขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร ทำไมถึงต้องมาอยู่ที่นี่แบบนี้

“ผมทำให้คุณลำบากใจหรือเปล่า ขอโทษนะครับที่ถามอะไรแบบนั้น ผมแค่คิดว่าคุณดูไม่เหมาะกับงานหนักๆ แบบนี้สักเท่าไหร่” เห็นใบหน้าหวานเจื่อนลง มาร์คเองก็อดไม่ได้จะเอ่ยบอกด้วยความรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณมาร์ค เพียงแต่ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้น่ะครับ”

“แล้วทำไมคุณจิณณ์ไม่ไปจากที่นี่ซะล่ะครับ” เป็นอีกครั้งที่จิณณ์ชะงักนิ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเส้นตรง

ไม่ใช่ไม่อยากหนี

อยากสิเพียงแต่ตอนนี้จิณณ์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหนีออกไปจากที่นี่ยังไงโดยที่ไม่ถูกคนใจร้ายคนนั้นจับได้

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน แถมที่นี่ก็กว้างขวาง ช่างในอู่ก็มากมายขนาดนั้นแล้วผมจะหนีไปไหนได้ล่ะครับ” อย่าว่าแต่จะหนีเลย แค่ก้าวขาออกจากที่นี่เขายังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“แล้วถ้าหาก…”

“…”

“ถ้าหากว่าผมพาคุณออกไปจากที่นี่ได้ คุณจะไปไหมครับ” ใบหน้าหวานเรียบนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาจนคนที่รอคอยคำตอบอย่างมาร์คถึงกับกลั้นหายใจ จิณณ์ยื่นตะกร้าส่งให้คนตรงหน้า นัยน์ตาเรียวสวยสบกับดวงตาคู่คมแล้วระบายยิ้มจางพร้อมกับทิ้งท้ายคำพูดที่สลักลึกลงกลางใจคนฟังเอาไว้ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในอู่

“ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากจะถูกกักขังหรอกนะครับ”

.

.

.


“ผมไม่ชอบขี้หน้ามันเลย” น้ำเสียงห้วนติดจะหงุดหงิดของควันทำเอานักรบที่นั่งเอนกายสูง พิงพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ขายาวทั้งสองเหยียดไขว้กันบนโต๊ะทำงาน มือซ้ายถือมวนบุหรี่เคาะกับพนักเท้าแขนเป็นต้องหัวเราะต่ำในลำคอ

“มึงไม่พอใจอะไรมัน เห็นเขม่นหน้าตั้งแต่วันแรก”

“ท่าทางมันดูไม่น่าไว้วางใจยังไงไม่รู้”

“ขนาดนั้นเลย?”

“นิดหน่อยเฮีย ผมแค่รู้สึกแปลกๆ กับมันแถมสองสามวันมานี้ดูวอแวคุณจิณณ์ตลอดเหมือนพยายามจะทำอะไรบางอย่าง”

นับแต่ที่เฮียนักรบแนะนำคุณจิณณ์ให้กับบรรดาลูกน้องกลางอู่วันนั้น ดูเหมือนไอ้น้องใหม่ของอู่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นานจะพยายามหาทางเข้าใกล้ร่างบางแบบสองต่อสองทุกครั้งที่มีโอกาส แล้วแบบนี้จะไม่ให้ควันรู้สึกว่ามันแปลกได้ยังไงกัน

เกิดมันทำอะไรขึ้นมา เฮียนักรบได้ระเบิดลงกันพอดี

“ตอนกูถามว่าอยากได้มันมาช่วยงานที่อู่ไหมทำไมมึงไม่ปฏิเสธ”

“ผมก็นึกว่ามันจะเป็นพวกหน้านิ่ง ไม่มีผิดมีภัย ทำตัวมึนไปวันๆ เหมือนพวกไอ้จอมพลนี่หว่าเฮีย ที่ไหนได้…”

กวนตีนจนน่ากระทืบให้จมดิน

เรื่องของคุณจิณณ์ไม่ได้ทำให้ควันรู้สึกเกลียดขึ้นหน้าไอ้เด็กใหม่คนนี้ เท่ากับสายตาเวลาที่มันมองเฮียนักรบเลยสักนิด ถึงสายตาของมันจะดูเรียบนิ่งก็จริงแต่กลับแข็งกระด้างเหมือนไม่มีความเคารพนับถืออยู่เลยแม้แต่น้อย

“ใจเย็น เอาให้ชัวร์ก่อนเดี๋ยวถึงเวลากูให้มึงเล่นมันสมใจแน่” นักรบว่าขึ้นเสียงเรียบราวกับรู้ความคิดของน้องชายคนสนิท ดวงตาคู่คมยังคงมองออกไปด้านนอก ก่อนมุมปากจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจกับภาพร่างสูงโปร่งที่ยืนทำหน้าสลด มองตามแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปในอู่

หากมองจากมุมห้องทำงานของนักรบลงไปจะเห็นวิวทิวทัศน์ด้านนอกของอู่ได้โดยรอบ ชนิดที่ว่าแทบจะรอบทิศเลยทีเดียว และเพราะการออกแบบที่สร้างให้บานกระจกรอบนอกมีสีเนียนไปกับพื้นผนัง ดังนั้น คนด้านนอกจึงไม่สามารถเห็นหรือรับรู้ได้เลยด้วยซ้ำว่ามีบานกระจกติดอยู่

เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้งจิณณ์และมาร์คจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าทั้งสองได้ตกเป็นบุคคลในบทสนทนาของเจ้านายและลูกน้องคนสนิทไปโดยปริยาย

“เรื่องที่กูให้ไปสืบตอนนี้ถึงไหนแล้ว”

“พวกมันดูเงียบมากเฮีย ช่วงนี้ท่าทางจะระวังตัวกันกว่าเก่าอยู่มากโข”

“แปลว่าพวกมันไหวตัวทันสินะ”

“ครับ ผมก็คิดว่างั้น”

“มึงให้คนตามติดเอาไว้ให้ดีอย่าให้คลาดสายตาแม้แต่นิดเดียว พวกมันเคลื่อนไหวเมื่อไหร่บอกกูทันที” ปลายนิ้วเรียวกดจุดไฟแช็คกับมวนบุหรี่ที่คาบเอาไว้ สูบอัดควันเข้าปอดเต็มแรง ก่อนจะพ่นออกมาทางจมูกและปากพลางเอ่ยสั่งเสียงเข้ม

“ได้ครับเฮีย”

“แล้วครอบครัวฐานนันท์ญาเป็นไง ลูกชายคนเดียวเล่นหายตัวมาหลายวันแบบนี้ ฝั่งนั้นมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือเปล่า”

“นอกจากพนักงานในร้านกาแฟส่วนใหญ่กับเจ้าของร้านที่คุณจิณณ์ทำงานอยู่ ผมก็ไม่เห็นจะมีใครพยายามติดต่อหรือออกตามหาคุณเขาเลยเฮีย”

“แปลก ลูกชายหายไปทั้งคนไม่คิดจะตามหากันเลยเหรอวะ” คิ้วหนาขมวดเข้าด้วยกันจนเป็นปมแน่น นักรบหมุนปลายเท้ากลับมามองหน้าหล่อของน้องชายคนสนิท

“เฮีย หรือมันจะมีอะไรมากกว่าที่เรารู้”

“มึงลองติดต่อไปหาไอ้ยีนส์ ให้มันช่วยสืบหาข้อมูลดูอีกที เผื่อจะเจออะไร”

“ครับ”

“ดี เสร็จแล้วก็ลงไปดูอู่ คุมตัวน่ารำคาญของมึงไป อย่าให้มันเข้ามาวอแวเรื่องของกูให้มาก เดี๋ยวจะหาว่ากูไม่เตือน” นักรบโบกมือไปมาเป็นเชิงไล่ให้น้องชายคนสนิทออกจากห้องไม่จริงจังนัก มือข้างที่ว่างก็หยิบเอกสารที่ควันเพิ่งวางลงเมื่อครู่ขึ้นอ่าน ก่อนมุมปากหนาจะกดยิ้มอีกครั้งอย่างพอใจกับประโยคต่อมา

“อย่าห่วงเลยเฮีย ถ้ามันล้ำเส้นเมื่อไหร่ ผมจัดแน่ไม่ต้องให้ถึงมือเฮียหรอก”


.

.

.


จิณณ์ปล่อยให้สายน้ำอุ่นไหลจากฝักบัวไหลรินผ่านร่างกายเปลือยเปล่า เพื่อชำระล้างหยาดเหงื่อจากการทำงานมาครึ่งค่อนวัน นัยน์ตาเรียวสวยเหม่อลอยจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามีร่างสูงของใครอีกคนมายืนซ้อนหลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“อ้ะ?!”

ท่อนแขนแกร่งที่ตวัดเอวบาง ดึงรั้งเข้ามากอดจนแผ่นหลังเนียนแนบแผ่นอกกว้างอย่างรวดเร็ว ทำเอาจิณณ์สะดุ้งตกใจเผลอร้องเสียงหลง ดวงหน้าหวานเอี้ยวกลับไปมองเจ้าของท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะเจอเข้ากับดวงหน้าหล่อเหลาของคนใจร้าย

“มึงจะตกใจอะไรขนาดนั้น”

“คุณนักรบ เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ” จิณณ์มั่นใจว่าก่อนเข้ามาเขากดล็อกประตูห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว แต่สงสัยอีกฝ่ายคงจะมีกุญแจสำรอง

“นี่ห้องกู กูจะเข้าจะออกต้องบอกมึงด้วยหรือไง”

“เอ่อ…เปล่าครับ ผมแค่ไม่คิดว่าคุณ…จะเข้ามา”

“แล้วมึงเป็นอะไร หรือมัวแต่คิดอะไรอยู่ถึงได้ใจลอยจนไม่รู้ว่ากูเข้ามา” จับร่างบางในอ้อมแขนให้กลับมาเผชิญหน้ากัน กระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเก่าพลางโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ชนิดที่ว่าแลกลมหายใจผ่านสายน้ำที่ยังคงไหลอยู่เรื่อยๆ

“เอ่อ…ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ พอดีผมแค่รู้สึกเหนื่อยๆ นิดหน่อยเท่านั้นเองครับ”

“เหนื่อย? ทำงานนิดหน่อยแค่นี้ คุณหนูจิณณ์ถึงกับบ่นเหนื่อยแล้วเหรอ” ประโยคต่อว่าเหน็บแนมเหมือนกับทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากันจากคนตัวสูง ทำเอาจิณณ์ลอบถอนหายใจหนักๆ ผ่านสายน้ำจากฝักบัว

“กูนึกว่ามึงกำลังคิดเรื่องจะหนีไปจากที่นี่ซะอีก” แววตาไหวระริกที่ฉายแววตระหนกตกใจจากนัยน์ตาเรียวตรงหน้า จุดรอยยิ้มร้ายกาจดูเจ้าเล่ห์จากริมฝีปากหนาของนักรบได้ไม่ยาก

“หึ ถ้าคิดจะหนีก็หนีไป หนีให้ได้ หนีให้พ้น อย่าให้กูจับได้อีกเป็นครั้งที่สองล่ะ”

“ผมไม่ได้…”

“เพราะถ้ากูจับมึงได้เมื่อไหร่…กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่”

“คะ…ครับ” ตอบรับคำขู่ของคนใจร้ายเสียงสั่น ดวงหน้าหวานเบี่ยงหลบฟันคมที่ขบเม้มใบหูขาวหลังจบประโยคที่เรียกเลือดทุกหยดในร่างกายให้ขึ้นมารวมกับอยู่ที่แก้มขาว หากแต่มือหนากลับเชยคางมนให้สบตากับตัวเอง

“หน้ามึงแดงๆ ไข้กลับอีกหรือไง”

“เอ่อ…คงจะอย่างนั้นครับ ผะ…ผมกะไว้ว่าอาบน้ำเสร็จจะลงไปหายามากินดักเอาไว้ คุณนักรบออกไปก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวจะเปียกเอา”

“ตอนนี้ก็เปียกแล้วไม่ใช่ไง”

ท่อนแขนแกร่งกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก่อนริมฝีปากบางจะถูกปิดด้วยอวัยวะเดียวกันอย่างรวดเร็ว โดยที่จิณณ์ไม่มีโอกาสได้ทักท้วงหรือคัดค้านใดๆ ทำได้เพียงแค่รับสัมผัสอันร้อนแรงจากคนตรงหน้า

ลิ้นร้อนดูดดึง เกี่ยวกวัดกับลิ้นเล็กแย่งชิงน้ำหวานจากโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ เสียงหอบของคนทั้งคู่ที่ประกบจูบแลกลมหายใจกันดังสะท้านก้องไปทั่วห้องน้ำกว้าง มือเรียวกุมเสื้อเปียกน้ำของร่างสูงแน่น เริ่มทักท้วงเพราะอากาศที่เคยมีนั้นใกล้จะหมดลง นักรบค่อยๆ ถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ตาคู่คมมองแผ่นอกบางเปลือยเปล่าที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ

นักรบผละออกจากร่างบางที่กำลังอ่อนเหลว จัดการถอดเสื้อผ้าที่เปียกลู่ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วจนแทบจะกลายเป็นฉีกทึ้ง เป็นโอกาสให้จิณณ์ได้กอบโกยอากาศเข้าปอดเต็มที่ ก่อนริมฝีปากหนาจะแย่งชิงลมหายใจอีกครั้ง

มือหนาข้างหนึ่งรวบเอาข้อมือเรียวมาจับไว้ ส่วนอีกข้างปลดเข็มขัดกางเกงมารัดข้อมือทั้งสองข้างเสียแน่น จนคนถูกกระทำหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วดันกายบางติดผนังห้องน้ำกว้างก่อนจะย่อตัวลงนั่งคุกเข่า แทรกกลางระหว่างขาเรียวทั้งสอง

ท่อนแขนแกร่งช้อนขาเรียวข้างหนึ่งขึ้นวางพาดบนไหล่กว้าง มือหนาเลื่อนลงไปกอบกุมส่วนอ่อนไหวกลางลำตัวจนคนที่ครางสะอื้นสะดุ้งตัวโหยง ไม่รอช้าริมฝีปากหนาก็อ้ารับเอาส่วนอ่อนไหวในกำมือเข้ามาเต็มปาก เรียวลิ้นร้อนลากไปตามความยาว ขณะที่ฝ่ามือร้อนเองก็รูดรั้งหนักเบาสลับกันไป

มือหนาอีกข้างที่ว่างบีบสบู่เหลวที่วางอยู่ใกล้ๆ ลงบนฝ่ามือ ก่อนจะส่งนิ้วเรียวยาวที่ชุ่มไปด้วยสบู่เหลวนั้น แทรกผ่านเข้าไปคว้านลึกและหนักหน่วงเพื่อเบิกทางในช่องทางรักสีสวยที่ยังคงมีรอยแดงช้ำจากการร่วมรักเมื่อคราวก่อน

“อ้ะ อ่าห์”

มือเรียวทั้งสองข้างที่ถูกมัดเลื่อนลงขยุ้มกลุ่มผมดำของคนด้านล่างอย่างต้องการระบายความเสียวซ่าน ริมฝีปากบางที่พยายามเม้มแน่น กลั้นเสียงน่าอายก็หลุดครางออกมาเสียงหวาน เมื่อนิ้วยาวของคนตัวสูงโดนเข้าที่จุดกระสัน ริมฝีปากร้อนก็ยังคงดูดดึงแก่นกายเล็กของเขาเสียจนแข้งขาแทบไร้เรี่ยวแรง เพียงไม่นานกายบางก็กระตุกเกร็ง ปลดปล่อยหยาดน้ำสีขุ่นออกมาเต็มปากร่างสูง

“อ้ะ…อื้อออ”

ร่างสูงผุดลุกขึ้น คว้าลำคอระหงของคนที่หายใจหอบถี่เข้ามาใกล้ แล้วกดจูบลงบนกลีบปากบางสีสดหนักหน่วง ลิ้นร้อนกวาดต้อนส่งหยาดน้ำหวานให้เจ้าของที่ปลดปล่อยออกมาได้ลิ้มรสของมัน มือหนาจับลำคอระหงเอียงมุมปรับองศา เพื่อป้อนจูบให้อีกคนได้ง่ายยิ่งขึ้น สองลิ้นชื้นยังคงเกี่ยวกวัดกันอย่างดุเดือดและร้อนแรง

“อื้ม เป็นไง อร่อยไหมล่ะมึง” ฟันคมกัดดึงยืดกลีบปากล่างของจิณณ์ออกจนเกิดเสียงจ๊วบจ๊าบดังก้องไปทั่วห้องน้ำกว้าง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พร้อมกระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกพอใจกับผลงานของตัวเอง

“คะ…คุณนักรบ” เสียงสั่นเครือเรียกชื่ออีกคน ร่างสูงเบียดร่างกายเข้าหาร่างบางแนบแน่น มือหนาจับข้อแขนเรียวที่ถูกมัดให้คล้องลำคอแกร่งของเขาไว้ จากนั้นก็จัดการดันแก่นกายร้อนผ่าวแทรกผ่านเข้าไปในช่องทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

“แน่นฉิบ!” เสียงทุ้มสบถห้วน เมื่อแทรกกายเข้าไปได้เพียงครึ่งเดียวของความใหญ่โตก็เป็นอันต้องหยุดนิ่งค้างไว้ เพราะความคับแคบและแรงตอดรัดต่อต้านสิ่งแปลกปลอมตรงช่องทางสีสวยด้านล่างจนปวดหนึบไปหมดทั้งร่าง

“ผ่อนคลายหน่อยสิวะ” ขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันสวย เอ่ยสั่งคนที่ยังคงตอดรัดถี่ด้วยเสียงลอดไรฟันสวย ราวกับต้องการระงับอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน

สวบ!

“อ้ะ! เจ็บ คุณ นะ…นักรบ อื้อ”

เสี้ยววินาทีที่จิณณ์เผลอสบนัยน์ตาเรียวฉ่ำน้ำของตัวเองกับดวงตาคมดุดัน คนตัวสูงก็อาศัยจังหวะนั้นสวนกายเข้าไปรวดเดียวจนมิดด้าม ทำเอาร่างบางร้องลั่น มือเรียวจิกเล็บระบายความเจ็บปวดลงกลางแผ่นหลังกว้างเปลือยเปล่าอย่างลืมตัว

“มึงทำร้ายกูอีกแล้วนะจิณณ์” เอ่ยบอกเสียงเข้ม ราวกับจะย้ำถึงคำเตือนที่เขาเคยบอกไปก่อนหน้านี้ ว่าหากอีกคนทำเขาเจ็บแค่เพียงนิดเดียว เจ้าตัวจะต้องโดนหนักกว่าหลายเท่านัก

มือหนาข้างหนึ่งยกช้อนสะโพกมนขึ้นจับแน่น ขยับกายเข้าออกรัวเร็วและหนักหน่วงสลับกันไป จนกายบางสั่นคลอนไปตามการเคลื่อนไหว ริมฝีปากหนาก็บดขยี้ปิดกลีบปากบางที่บวมเจ่อ ฝ่ามือร้อนอีกข้างก็บีบเค้นไปทั่วผิวเนียนนุ่มลื่น ราวกับจะทำโทษที่อีกคนกล้าจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของเขา

เวลานี้ดูเหมือนว่าคำขู่ของนักรบจะไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก เมื่อสมองของจิณณ์เริ่มจะขาวโพลนไปหมด ไม่สามารถรับรู้หรือนึกคิดได้เหมือนอย่างเช่นปกติอีกต่อไปแล้ว เขารับรู้แค่ความร้อนแรงและตัวตนที่แข็งขืนอยู่ภายในร่างกายเท่านั้น

แผล็บ

ริมฝีปากหนาดึงความนุ่มหยุ่นตรงกลีบปากล่าง ก่อนจะเลื่อนลงมาครอบครอง ดูดกลืนตุ่มไตสีสวยที่ล่อตาล่อใจเขาเสียเหลือเกิน อีกข้างก็ถูกนิ้วร้อนสะกิดเบาๆ จนคนถูกกระทำเผลอแอ่นอก ตอบรับสัมผัสจากลิ้นร้อนอย่างลืมตัว

“อ้ะ คุณ ยะ…อย่า เลีย”

“ทำไม” คิ้วหนาขมวดเข้าเป็นปม เงยหน้าขึ้นถามอีกคนเสียงเข้ม คล้ายกับจะข่มขู่ผ่านสายน้ำที่ยังคงไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

“มะ…มัน เสียว ฮื่อ…เสียว ตรงนั้น”

“หึ มึงเคยห้ามกูได้ไหมล่ะ” ว่าเพียงเท่านั้น ริมฝีปากร้อนและฟันคมก็ก้มลงกดจูบ ขบกัดสร้างรอยรักไปทั่วทั้งลำคอระหงและแผ่นอกบางเปลือยเปล่าที่ยังมีรอยเด่นชัดจากบทรักคราวก่อนอีกครั้ง

แผ่นหลังบางเคลื่อนไหวกระทบกับผนังห้องน้ำไปมาตามแรงถาโถมของคนเดินเกม จนจิณณ์รู้สึกเจ็บไปหมด แม้ว่าจะไม่ได้เสียดสีกันโดยตรงเพราะมีท่อนแขนอันแข็งแกร่งของนักรบรองรับเอาไว้อีกชั้นหนึ่งก็ตาม

ท่อนแขนแกร่งข้างหนึ่งช้อนขาเรียวที่ไร้เรี่ยวแรงจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้นมากอดไว้ ก่อนจะจัดการยกดันมันสูงขึ้นแล้วพาดวางลงไว้บนไหล่หนา สะโพกสอบยังคงสวนดันความเป็นชายเข้าออกอย่างต่อเนื่องตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

สายน้ำที่ไหลลงจากฝักบัวอาบน้ำไม่ได้ช่วยให้ความร้อนแรงจากเกมรักของคนทั้งสองลดลงเลยแม้แต่น้อย กลับกันเสียงฉ่ำแฉะของสายน้ำมันยิ่งทำให้ร่างสูงโถมกายอย่างเมามันส์และหนักหน่วงยิ่งขึ้น แรงตอดรัดของผนังนุ่มภายในที่ถี่รัวทำเอานักรบครางต่ำในลำคออย่างสุขสม

ยอมรับจากใจจริงว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกสุขสมและอิ่มเอมได้เท่ากับร่างบางตรงหน้าเลยสักคน

อยากได้ อยากครอบครองร่างกายอันแสนบอบบางนี้เอาไว้แทบตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็อยากจะทำลายให้มันแหลกสลาย เหมือนกับเรื่องราวในอดีตที่ครอบครัวเขาเคยพบเจอ

พั่บๆๆ

เพียงแค่นึกถึงสิ่งที่เคยพบพาน ความหนักหน่วงและรุนแรงที่ส่งผ่านไปยังช่องทางด้านหลังก็รุนแรงขึ้น บดอัด กระแทกกระทั้นเต็มแรงจนเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อปนไปกับเสียงครางสะอื้นสั่นของจิณณ์ดังก้องไปทั่วห้องน้ำกว้าง

“คะ…คุณ ผม ไม่ไหวแล้ว” ดวงหน้าหวานซบลงกับไหล่กว้าง กระซิบบอกเสียงพร่าอย่างยอมแพ้ รู้สึกไร้เรี่ยวแรง ปวดเมื่อยไปหมดทั้งขาข้างที่ถูกยกขึ้นพาดบนไหล่หนา ทั้งแผ่นหลังบางที่ยังคงเสียดสีกับผนังห้องน้ำ

นักรบเร่งจังหวะขยับกายเร็วขึ้น เมื่อทั้งตัวเขาและคนในอ้อมกอดใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางเข้าไปทุกที ดวงหน้าหล่อโน้มลงดันใบหน้าหวานที่ซบอยู่ให้แหงนขึ้นก่อนจะกดจูบแลกลิ้น กวาดต้อนน้ำหวานจากโพรงปากนุ่ม

ไม่นาน ร่างบางก็กระตุกเกร็งแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำรักสีขุ่นจนเต็มหน้าท้องแกร่ง ดวงหน้าหวานซบลงกับอกกว้างหอบหายใจตัวโยน ปล่อยให้คนตัวสูงขยับกายเข้าออกอีกสองสามครั้งก่อนจะกระตุกเกร็งและปลดปล่อยน้ำสีขุ่นอุ่นออกมาจนล้นช่องทางรักด้านหลัง

มือหนาจับขาเรียวที่พาดอยู่ลงวางกับพื้น ท่อนแขนแกร่งโอบกระชับเอวบางเอาไว้แน่นก่อนที่จิณณ์จะร่วงลงไปกองกับพื้น นิ้วเรียวยาวส่งเข้าไปกวาดต้อนน้ำรักของเขาออกจากช่องทางด้านหลังให้ไหลไปกับสายน้ำ ก่อนจะจับคางมนให้แหงนขึ้นแล้วกดจูบอีกครั้งโดยไม่มีการรุกล้ำแต่อย่างใด

ริมฝีปากหนาผละออก ปล่อยให้ดวงหน้าหวานอิงกับอกกว้างของเขาอย่างพึ่งพิง เสียงหอบหายใจของคนทั้งสองที่ยังคงอิงซบหน้ากันอยู่กลางห้องน้ำดังคลอไปกับเสียงสายน้ำที่ยังคงไหลต่อไปเรื่อยๆ เพราะทั้งนักรบและจิณณ์เองก็ไม่คิดที่จะปิดมัน

“ลุกมาถูสบู่ มึงจะปล่อยให้ตัวเหนียวอยู่อย่างนี้หรือไง”

“ใครกันล่ะทำให้ตัวเหนียวน่ะ” จิณณ์เผลอพึมพำเสียงแผ่วเบาอย่างลืมตัว ลืมไปเสียสนิทเลยว่าเจ้าของไหล่หนาที่กำลังซบอยู่นั้นคือคนที่เขากำลังค่อนขอด

“หึ นี่กูอุตส่าห์ช่วยมึงออกกำลังกายดักไข้เอาไว้ ไข้จะได้ไม่กลับอีก ไม่ดีหรือไง” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูขาว นัยน์ตาเรียวเบิกกว้างผงกหัวมองเจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากดวงหน้าหล่อ

ออกกำลังกายตัวเปลือยเปล่าท่ามกลางสายน้ำแบบนี้เนี่ยนะ

นี่จะช่วยดักไข้หรือทำให้ไข้กลับกันแน่

“จะถอยไปไหน มึงเจียมสังขารตัวเองหน่อยไหม แค่ยืนเฉยๆ ก็เกือบไม่รอดอยู่แล้ว ยังจะมาทำเป็นอวดเก่งอีก” กระตุกสายเข็มขัดนิด ให้คนที่เผลอก้าวถอยห่างออกจากเขาอย่างลืมตัวได้เซถลากลับเข้าหาอกแกร่งอีกครั้ง

“ขะ ขอบคุณครับ”

“ไหวไหมมึง นี่กูต้องอุ้มมึงอีกหรือเปล่า” ถามเสียงเข้มพลางแกะสายเข็มขัดไปด้วย ข้อนิ้วแกร่งลูบไล้ตามรอยแดงตรงข้อมือขาวอย่างแผ่วเบา

“มะ ไม่ต้องครับ ผมไหว”

“ไหวก็ไปเอาสบู่มาถูตัวให้กูได้แล้ว”

จิณณ์พยักหน้ารัวเร็ว ขานรับคำสั่งอีกคนในลำคอ เอี้ยวตัวไปหยิบสบู่เหลวที่วางอยู่ในตะกร้ามาชโลมให้ทั่วทั้งฝ่ามือ ก่อนจะยื่นมืออย่างกล้าๆ กลัวๆ ไปถูตามผิวคร้ามแดดที่มีมัดกล้ามสวยงามอย่างคนออกกำลังกายเป็นประจำ

เมื่อสติกลับมาครบถ้วน ความทรงจำต่างๆ ก็ค่อยๆ ไหลย้อนเข้ามา ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าค่อยๆ เด่นชัดขึ้น ทั้งเสียงครางของตัวเองที่ดังสะท้านห้องน้ำกว้าง ไหนจะสบู่เหลวที่เบิกทางตรงช่องทางด้านหลังด้วยนิ้วเรียวยาวก็ทำเอามือเรียวที่กำลังชำระร่างกายกำยำต้องชะงักนิ่ง ไม่กล้ามองหรือสบตากับดวงตาคู่คมของอีกคนเลยด้วยซ้ำ

โครงหน้าหล่อก้มลงมองร่างบางตรงหน้าอย่างสงสัย ก่อนรอยยิ้มพราวจะจุดขึ้นบนมุมปากหนาได้รูปเพราะริ้วแดงที่แก้มนวล

“เหม่ออะไรของมึง”

“ห้ะ! เอ่อ ปะ…เปล่าครับ”

“หึ อีกรอบไหมล่ะ กูยังไหวนะ” ตวัดเอวบางมากอดแน่น เคลื่อนดวงหน้าหล่อลงไปกระซิบเสียงพร่า ก่อนจะกัดใบหูขาวที่เห่อร้อนเต็มแรง ให้จิณณ์ได้ส่ายหน้าพรืดเป็นการตอบปฏิเสธคนใจร้ายโดยเร็ว

แค่รอบเดียวเขาก็จะตายให้ได้อยู่แล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากคุณนักรบคิดจะทำขึ้นมาอีกครั้งจริงๆ มีหวังเขาเดินไม่ได้ไปอีกหลายวันแน่

“ไม่เอาก็รีบอาบน้ำเร็วๆ จะได้ออกไปกินข้าวกินยา ป่วยขึ้นมาอีกกูไม่ดูแลมึงหรอกนะ”

“ครับ” ขานรับเสียงแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือลงต่ำเรื่อย แล้วมือเรียวก็เป็นอันชะงักค้างอีกครั้ง ตาเรียวช้อนขึ้นมองคนตรงหน้าราวกับต้องการความช่วยเหลือ

และเหมือนนักรบจะเข้าใจความหมายของนัยน์ตาเรียวคู่นั้นเป็นอย่างดี มือหนาจับฝ่ามือเรียวให้เลื่อนลงไปใกล้ความเป็นชาย บังคับให้รูดรั้งมันไปมาเบาๆ ทั้งที่หน่วยตาคู่คมยังคงฉายแววเจ้าเล่ห์ มองดวงหน้าหวานที่เบี่ยงหลบอย่างรู้สึกเขินอายไม่น้อย

“ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยไป ก่อนที่กูจะทนไม่ไหวแล้วจับมึงกดในห้องน้ำอีกรอบ” พยายามคุมเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ทว่ามันก็แหบพร่าเสียเหลือเกิน จิณณ์ไม่รอให้อีกคนต้องพูดซ้ำหรือข่มขู่กันอีก เจ้าตัวหันหลังให้คนสั่ง ก่อนจะรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว

คนหมายจะแกล้งให้คนรับใช้ในคำสั่งเขินอายกลับรู้สึกหายใจไม่ค่อยจะทั่วท้องขึ้นมา เพราะความเป็นชายของนักรบถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แค่เพียงเพราะฝ่ามือเนียนนุ่มของคนไม่ประสาที่สัมผัสเขา

นักรบหายใจเข้าออกลึกๆ มองแผ่นหลังขาวเนียนอย่างนึกห้ามใจ ไวเท่าความคิดริมฝีปากร้อนก็โน้มลงพรมจูบและสร้างรอยรักเอาไว้ ให้จิณณ์สะดุ้งเล่นก่อนจะล้างตัวแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป ทิ้งให้ร่างบางได้แต่ยืนกัดริมฝีปากตัวเองแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

ใช้เวลาไม่นาน ขาเรียวสั่นระริกจากบทรักอันเร่าร้อนเมื่อครู่ก็ก้าวพาร่างของตัวเองที่ถูกปกคลุม ห่อเอาไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ออกจากห้องน้ำอย่างระมัดระวัง ตาคู่เรียวมองเรือนกายกำยำเปลือยเปล่าที่มีเพียงแค่ผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวสอบ นอนไขว้ขา เอนหลังพิงหัวเตียงดูโทรทัศน์ด้วยท่าทางสบายๆ

“มึงจะหมุนไปหมุนมาอยู่แบบนั้นอีกนานไหม” ดวงตาคู่คมตวัดมองร่างบางที่ยืนบิดตัวไปมา ย่ำเท้าอยู่กับที่พลางเลิกคิ้วขึ้นถามเสียงเรียบ

“ก็คุณ…”

ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อยเล่า*! ฮื่อ มานอนแก้ผ้ามีผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันตัวกลางห้องแบบนั้นจะให้คนอื่นเขาคิดยังไงกัน*

แค่คิดแก้มขาวก็เห่อร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ จิณณ์ได้แต่ก้มหน้างุดอย่างไม่กล้าจะพูดต่อหรือแม้แต่เงยหน้าขึ้นสบกับหน่วยตาคู่คมที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ ราวกับเข้าใจความคิดของเขาดีเสียเหลือเกิน

“กูทำไม”

ไม่ว่าเปล่า เรือนกายกำยำยังหยัดตัวลุกออกจากเตียง ก้าวยาวๆ เพียงแค่สองก้าวก็ประชิดตัวคนที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นให้แหงนขึ้นมอง ก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำดังเดิม

“กูถามทำไมไม่ตอบ อยากโดนแบบในห้องน้ำอีกรอบหรือไง”

“ไม่เอาครับ ฮื่อ ก็แล้วทำไมคุณไม่ใส่เสื้อผ้าให้ดีล่ะครับ” หลับตาปี๋ ส่ายหน้าเป็นพัลวัน ไม่กล้ามองเจ้าของแผ่นอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตรงหน้า กระทั่งความร้อนจากร่างกายของอีกคนแผ่มาถึงเขานั่นแหละ มือเรียวถึงได้ยกขึ้นดันมันออกห่าง

“รอมึงออกมาแต่งตัวให้ไง”

“…”

“เฉยอีก รีบไปเอาเสื้อผ้ามาใส่ให้กูสิ” เห็นคนโดนสั่งยืนนิ่ง มือเรียวที่ดันแผ่นอกกว้างของเขาก็สั่นน้อยๆ ราวกับกลัว นักรบเลยแกล้งกดเสียงต่ำให้ฟังดูน่าเกรงขามลงอีกนิด จนจิณณ์ต้องรีบพยักหน้ารัวรับคำสั่ง

ตู้เสื้อผ้าสีดำขนาดใหญ่คือจุดหมายถัดมาของจิณณ์ ร่างบางหมุนตัวกลับไปเปิดประตูตู้หยิบเสื้อยืด กางเกงหรือแม้แต่ชั้นในของเจ้าของห้องขึ้นมาถือไว้อย่างรู้สึกขัดเขินเบาๆ ก่อนจะหันไปสนใจเรือนกายกำยำที่ไม่รู้ว่ากลับไปนั่งบนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่

“มันหนาว รีบๆ ใส่เข้าสิ”

ทำไมไม่ใส่เองตั้งแต่ออกมาเล่า*! นั่งรอกันอยู่ได้แถมยังเปิดแอร์ซะแรงขนาดนี้ไม่หนาวก็บ้าแล้ว*

ได้แต่แอบค่อนขอดคนใจร้ายจอมเผด็จการ บ้าอำนาจ ชอบสั่งในใจแต่ก็ยอมเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กอีกผืนที่หยิบติดมือมาด้วยเช็ดตามท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะตามมาด้วยการสวมเสื้อให้อย่างไม่อิดออด

“อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ ว่ามึงแอบนินทากูในใจ”

คำพูดรู้ทันทำเอาจิณณ์ได้แต่ส่งยิ้มเผล่ไปให้พลางจัดเสื้อให้เข้าที่ ตาเรียวก้มมองชั้นในสีเข้มในมือแล้วก็ต้องลอบถอนลมหายใจออกมาหนักๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนจะค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายอย่างขอความช่วยเหลือ

ให้ช่วยใส่เสื้อผ้าให้เขายังพอทำได้ แต่ไอ้จะให้สวมชั้นในด้วยนี่ก็กระไรอยู่ไม่น้อยเลยนะ

“ไม่ต้องมามองหน้า แค่นี้ทำไม่ได้ก็อยู่มันอย่างนี้แหละ” จบประโยค จิณณ์ก็เม้มปากแน่น ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเตียง มือเรียวจับขายาวของอีกคนสวมชั้นในแล้วดึงขึ้นช้าๆ ก่อนจะผินดวงหน้าหวานไปทางอื่น เมื่อรับรู้ได้ว่ามาถึงส่วนที่กำลังเรียกริ้วแดงให้เกิดขึ้นบนแก้มขาว

นักรบไล่สายตาไปตามทิศทางของนัยน์ตาเรียวที่มองอยู่ เมื่อคนที่เคยตั้งใจกับการแต่งตัวให้เขาชะงักนิ่ง มือเรียวค้างอยู่ตรงที่เดิมไม่มีความเคลื่อนไหว ก่อนริมฝีปากหนาจะกระตุกยิ้มกับสิ่งของบางอย่างบนชั้นวางข้างหัวเตียง

“กำลังคิดหาทางขโมยโทรศัพท์อยู่หรือไง หื้ม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบพร้อมลมหายใจอุ่นๆ รินรดใบหูขาวเรียกสติของจิณณ์ให้กลับมาสนใจเจ้าของโครงหน้าคร้าม

“คิดว่ากูจะปล่อยให้มึงได้ติดต่อหาคนมาช่วยหรือไง”

แนวฟันสวยขบกัดริมฝีปากล่างบางอย่างใช้ความคิด นัยน์ตาเรียวสวยช้อนขึ้นมองคนบนเตียงอย่างกล้าๆ กลัวๆ แผ่นอกบางที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่กระเพื่อมขึ้นลงตามการหายใจ จิณณ์กลั้นใจเอ่ยประโยคที่อาจจะฟังดูไม่เข้าหูอีกฝ่ายออกไป

“ขอผมใช้หน่อยเถอะนะครับ อย่างน้อยให้ผมได้โทรแจ้งคนที่ร้านกาแฟก็ยังดี พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงที่ผมหายมาหลายวันแบบนี้”

“คนที่ร้านกาแฟ?” สองแขนแกร่งยกขึ้นไขว้กันระดับอก คิ้วหนาเลิกขึ้นอย่างสงสัย มองคนที่พยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ

แม้จะแอบหวั่นใจกับอารมณ์ของคนตัวสูงตรงหน้า แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เขาจะสามารถติดต่อหาพี่ทับทิมหรือไม่ก็เม็ดพลอยได้

และดูเหมือนสิ่งที่ได้กลับมาจะต่างไปจากที่จิณณ์คาดเอาไว้ แทนที่จะโดนอีกคนตวาดลั่นหรือถูกกระชากรุนแรง เขากลับได้เพียงแค่เสียงหัวเราะหึในลำคอกับประโยคที่ฟังดูแปลกใจระคนสงสัย

“แปลกดีนะ มึงเลือกจะติดต่อหาคนที่ร้านกาแฟแทนที่จะเป็นพ่อกับแม่ของมึง”

“…”

“ไม่คิดจะโทรไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่มึงหรือไง” ศีรษะทุยส่ายไปมาแทบทันควันจนกลุ่มผมดำขลับสะบัดพลิ้ว ดวงตาคู่สวยหลุบตาลงต่ำพลางเม้มริมฝีปากแน่นกับประโยคถัดมา

“ถ้าพ่อมึงไม่คิดจะออกตามหา มึงก็อย่าหวังว่าจะได้ติดต่อหาใคร”

คุณนักรบอยากให้พ่อแม่ออกตามหาเขา

อยากให้พ่อแม่ของเขาร้อนรนใจที่เขาหายตัวไปอย่างนั้นน่ะเหรอ

มันคง***…ไม่มีวันนั้นหรอกครับ***



---

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว