ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 – ชดใช้

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 – ชดใช้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2561 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 – ชดใช้
แบบอักษร

ตอนที่ 1 – ชดใช้



“ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่ครับ” ริมฝีปากบางระบายยิ้มหวานจนตาหยีของพนักงานหนุ่มตัวเล็กถูกมอบให้กับลูกค้าคนหนึ่งที่กำลังก้าวออกจากร้านกาแฟสไตล์โมเดิร์นในย่านใจกลางเมือง

กรุ๊งกริ๊ง

“La dolce vita Café ยินดีต้อนรับครับ”

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งเมื่อมีลูกค้าคนใหม่ผลักบานประตูเข้ามา ดวงตาคู่หวานมองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผู้เป็นเจ้าของโครงหน้าได้รูปที่มีแว่นกันแดดแบรนด์ดังสวมทับอยู่ ทว่า ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของอีกฝ่ายลดลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับเพิ่มความลึกลับดูน่าค้นหาให้เจ้าตัวมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะรับอะไรดีครับ” เจ้าของเสียงใสหลังเคาน์เตอร์อย่างจิณณ์เอ่ยถามขึ้นเมื่อร่างสูงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า หากแต่สิ่งที่ได้กลับมาจากอีกฝ่ายมีเพียงสีหน้าเรียบนิ่ง นิ่งอยู่นานนับนาทีจนริมฝีปากบางค่อยๆ ลดลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้มแน่นเข้าด้วยกันอย่างประหม่า

จริงอยู่ที่จิณณ์เคยรับมือกับลูกค้าของร้านมามากมายหลายรูปแบบ แต่กับคนที่เพียงแค่ยืนกอดอกนิ่งๆ ก็สามารถแผ่รังสีความกดดันออกมาปกคลุมบริเวณโดยรอบได้อย่างง่ายดายแบบนี้ บอกตามตรงว่าเขาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก

อึดอัดเหมือนกันแฮะ

“เอ่อ…”

“อเมริกาโน่ร้อน”

ไม่ทันจบประโยค คนที่เอาแต่ยืนทำหน้านิ่ง ลอบสำรวจดวงหน้าหวานของพนักงานหนุ่มตรงหน้าภายใต้แว่นกันแดดแบรนด์หรูอยู่นานก็เอ่ยบอกเสียงเรียบ ให้จิณณ์ที่กำลังจะเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งต้องชะงักค้าง ออกอาการเหวอเบาๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

“อ่า, ครับ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะทานที่ร้านหรือรับกลับบ้านดีครับ”

“ร้าน”

“ครับ อเมริกาโน่ร้อนหนึ่งแก้ว ทั้งหมด 89 บาทครับ” คำตอบอันแสนสั้นและได้ใจความบวกกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังดูไร้ความรู้สึก ทำเอาคนที่เคยมีความมั่นใจและเป็นมิตรกับลูกค้ามานักต่อนักได้แต่ส่งแห้งกลับไปให้อีกฝ่าย

“รับมาทั้งหมดหนึ่งพันบาทนะครับ” จัดการวางเงินไว้บนเคาน์เตอร์ตรงหน้าพนักงานหนุ่มเป็นที่เรียบร้อย เจ้าของร่างสูงใหญ่ก็พาตัวเองไปยังโต๊ะริมหน้าต่างตัวในสุดอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดสนเงินทอนแม้แต่น้อย

“อเมริกาโน่ร้อนได้แล้วครับ”

เพียงไม่นานแก้วเครื่องดื่มร้อนๆ หอมกรุ่นก็ถูกนำมาวางเสิร์ฟลงตรงหน้าลูกค้าตัวสูง พร้อมรอยยิ้มหวานๆ จนตาหยีอันเป็นเอกลักษณ์ของพนักงานหนุ่มตัวน้อยอย่างที่เจ้าตัวชอบทำเป็นประจำ

“แล้วก็นี่เงินทอน 911 บาทครับ” จิณณ์วางถาดใส่เงินทอนที่อีกฝ่ายลืมไว้ลงบนโต๊ะเรียบร้อย ปลายเท้าเรียวก็หมุนตัวเตรียมกลับไปประจำตำแหน่งตรงหน้าเคาน์เตอร์ดังเดิม

หมับ

“…”

“เอ่อ…คุณลูกค้าต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่าครับ”

ทว่า ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดินมือหนาข้างหนึ่งกลับคว้าข้อมือเรียวของเขาเอาไว้เสียก่อน ส่วนอีกข้างก็ยัดถาดใส่เงินทอนในมือเรียวก่อนจะเกี่ยวดึงเอาแว่นออก เผยให้เห็นโครงหน้าอันหล่อเหลา แสงไฟจากตัวร้านสะท้อนเข้ากับดวงตาคู่คมกริบราวกับพญาเหยี่ยวที่มองสบกลับมานิ่งๆ ทำเอาจิณณ์ถึงกับเผลอกลืนน้ำลงคออึกใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงถาม

“ให้ผมเหรอครับ”

ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ จากอีกฝ่ายเช่นเดียวกับหลายนาทีที่ผ่านมา มีเพียงมือหนาที่เลื่อนลงหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่ม ดวงตาคู่คมเสมองออกไปนอกร้านอย่างไม่สนใจร่างบางของพนักงานหนุ่มตรงหน้า

“เอ่อ…ขอบคุณครับ” เป็นจิณณ์เองที่ทำลายความเงียบเกือบนาทีที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น ร่างบางเอ่ยขอบคุณเจ้าของทิปเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพี่สาวเจ้าของร้านคนสวยยืนอยู่อย่างงงๆ

“นี่ครับพี่ทับทิม”

“อะไรล่ะน่ะ นี่ได้ทิปจากลูกค้าอีกแล้วเหรอเรา”

“ครับ ผมคืนให้เขาก็ไม่ยอมรับ”

“โห คราวนี้เยอะเป็นพิเศษแฮะ สงสัยจะเป็นสายเปย์แน่ๆ เลย” ทับทิมที่เพิ่งออกมาจากครัวด้านในก้มลงมองจำนวนเงินในถาดตรงหน้าอย่างคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแซวลูกน้องหน้าหวาน

“ผมก็งงๆ อยู่เหมือนกันพี่”

“ฮาๆ เป็นคนมีเสน่ห์ก็แบบนี้แหละน้า~ ได้ทิปจากลูกค้าหนุ่มๆ ตลอดเลย”

“พี่ทับทิมก็~”

“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นใส่พี่เลยนะ โอเคๆ เลิกแซวแล้วก็ได้จ้า” เจ้าของร้านคนสวยว่ายิ้มๆ อย่างนึกเอ็นดู พอเห็นหน้ามุ่ยๆ ของเจ้าลูกหมาแล้วก็อดไม่ได้ เป็นต้องแกล้งแหย่ให้ยู่ลงกว่าเก่าสักหน่อย

“ว่าแต่วันนี้ร้านเงียบๆ นะเนี่ย นอกจากสุดหล่อคนนั้นก็ไม่เห็นมีใครมาเลย”

“นั่นสิครับ” นัยน์ตาเรียวสวยกวาดมองไปรอบๆ ร้านพลางคิดตามอย่างที่พี่ทับทิมว่า ตั้งแต่ลูกค้าร่างสูงคนนั้นเข้ามาในร้านก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นเข้ามาอีกเลย แม้แต่ลูกค้าเจ้าประจำที่มักจะมาสั่งเครื่องดื่มหรือขนมไว้ทานเล่นในเวลานี้ก็ยังไม่เห็นแวะมาเหมือนทุกที

ความคิดที่ทำให้จิณณ์เผลอหันไปมองดวงหน้าหล่อเหลาของคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาหนังติดกับกระจกใสบานใหญ่ของร้านอย่างลืมตัว แต่ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่ตอนนี้กำลังจ้องมาทางเขาเช่นเดียวกัน

“ถ้าอย่างนั้นเรากลับเลยก็ได้นะจิณณ์ เหลือลูกค้าคนเดียวเอง พี่อยู่ได้”

“แต่อีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว ให้ผมอยู่ช่วยต่อจนปิดร้านเลยก็ได้นะครับพี่ทับทิม”

“ไม่ต้องหรอกมันดึกแล้ว หอเราอยู่ตั้งไกลกลับคนเดียวค่ำๆ มืดๆ แบบนี้อันตรายจะตาย เดี๋ยวทางนี้พี่ให้ไอ้เม็ดพลอยมันจัดการแทนแล้วกัน”

“น้องออกไปส่งเค้กให้ลูกค้าข้างนอกไม่ใช่เหรอครับ”

“ใช่จ้ะ”

“แล้วแบบนี้จะกลับมาทันเหรอ ให้ผมช่วยดีกว่า” เสียงหวานยังคงยืนยันในเจตนารมณ์ของตัวเองอย่างหนักแน่น 

ไม่ได้หรอกยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะครบตามตารางงาน ขืนให้เขากลับก่อนแบบนี้ก็เท่ากับเอาเปรียบพี่ทับทิมน่ะสิ

“พี่รู้ว่าเราอยากช่วยนะจิณณ์ แต่กว่าเราจะนั่งรถกลับ กว่าจะถึงหอก็ยิ่งดึกเข้าไปใหญ่ แถวนั้นยิ่งมีข่าวไม่ค่อยดีอยู่ด้วยสิช่วงนี้ รีบกลับเถอะถือว่าพี่ขอแล้วกัน”

“เอาอย่างนั้นเหรอครับ”

“อื้อ กลับเถอะพี่เป็นห่วงเราจริงๆ”

“ก็ได้ครับ งั้นผมกลับเลยนะพี่” เห็นสายตาที่สื่อชัดถึงความเป็นห่วงของเจ้าของร้านคนสวยที่เขาเคารพรักเหมือนพี่สาวแท้ๆ คนหนึ่งแบบนี้ จิณณ์เลยได้แต่ยอมแพ้และทำตามคำขอร้องนั้นอย่างจำนน

ช่วงขาเรียวก้าวเดินไปตามเส้นทางของท้องถนนในยามค่ำคืนอย่างเชื่องช้า ไม่เร่งรีบเท่าไหร่นักอย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมา หากแต่บรรยากาศโดยรอบของวันนี้มันกลับรู้สึกต่างออกไปจากเดิม ตรงที่ปากทางเข้าซอยห้องพักของเขามันดูเงียบสงัดและมืดกว่าทุกที

เงียบเกินไปจนน่ากลัว

หมับ

“อื้อออออออ” จิณณ์เบิกตากว้าง ร่างบางดิ้นไปมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีผ้าชื้นน้ำบางอย่างมาปิดที่จมูก ก่อนจะตามมาด้วยท่อนแขนแกร่งที่โอบรัดรอบตัวเขาเอาไว้แน่นจากทางด้านหลัง

“อ่อยอ่ะ อ่อยอี๊” (ปล่อยนะ ปล่อยสิ)

“ตัวแค่นี้แต่ทำไมฤทธิ์เยอะจังวะ” คนด้านหลังสบถเสียงห้วนอย่างหัวเสีย เมื่อดูท่าแล้วว่าร่างบางในอ้อมแขนของเขาจะไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ง่ายๆ อย่างที่ควรจะเป็น

“ทนหน่อยมึง เดี๋ยวยาก็ออกฤทธิ์” อีกเสียงทุ้มดังขึ้น เรียกให้คนที่กำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ต้องชะงักนิ่ง พยายามเพ่งสายตามองเจ้าของเสียงทั้งสองตรงหน้าผ่านความมืด

ยา*…ยาอะไรกัน*

แล้วคนพวกนี้เป็นใคร ต้องการอะไรจากเขา

จิณณ์เริ่มดิ้นไปมาอีกครั้งเมื่อได้สติ ร่างบางหวังเพียงให้ตัวเองหลุดพ้นจากการรัดแน่นนี้ ทว่า ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงเอาดื้อๆ พลันน้ำตาก็รื้นขึ้นรอบหน่วยตาเรียวอย่างหวาดกลัว เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่าคนพวกนี้ต้องการอะไรจากเขากันแน่ ก่อนสายตาจะพร่าเลือนและโลกทั้งใบตรงหน้าก็มืดดำลงพร้อมสติที่จางหาย


.

.

.


“อื้ม~”

เปลือกตาบางสีมุกค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมกับเสียงครางสั่นแผ่วเบาในลำคอ ยามฤทธิ์ของยาสลบหมดลง จิณณ์ผุดลุกขึ้นนั่งแทบทันที เมื่อภาพตรงหน้าฉายชัดถึงผนังเพดานและหลอดไฟต่างๆ มากมายราคาแพงที่ไร้ซึ่งการเปิดใช้งานประดับตกแต่งอยู่

ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาก็รู้เลยว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องเช่าราคาถูกแสนถูกของเขาอย่างแน่นอน…แล้วมันคือที่ไหนกันล่ะ

“อ้ะ!”

ความเจ็บร้าวตรงบริเวณข้อมือขัดความสงสัยของจิณณ์ให้หยุดชะงัก เผลอหลุดร้องเสียงหลงออกมา ก่อนดวงหน้าหวานที่เหยเกเพราะความเจ็บจะก้มลงมองสิ่งที่รัดมือเรียวของตัวเองอยู่

พรึ่บ!

“ฟื้นแล้วสินะ”

“อ้ะ คะ คุณเป็นใคร” ตาเรียวหรี่ลงนิด พยายามปรับโฟกัสให้คุ้นชินกับแสงไฟที่จู่ๆ ก็สว่างขึ้นทั่วทั้งห้อง กายบางถดหนีออกห่างจนแผ่นหลังแนบชิดพนักเตียงนอน เมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ทว่า มั่นคงและหนักแน่น

“คุณ…คุณลูกค้าเมื่อตอนนั้น” โครงหน้าหล่อเหลาได้รูปกับดวงตาสีดำที่ดูคมกริบและเยือกเย็นราวกับจะแช่แข็งคนมองแบบนี้จิณณ์จำมันได้อย่างแม่นยำ

ทำไมเขาถึงมาอยู่กับอีกฝ่ายได้ล่ะ

หากแต่ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ มีเพียงเสียงหัวเราะต่ำในลำคอพร้อมกับริมฝีปากหนาที่เหยียดยิ้มขึ้นอย่างน่ากลัว ไหนจะดวงตาคู่คมที่ไล่สำรวจร่างกายสั่นไหวเพราะความหวาดหวั่นบนเตียงนอนราวกับนึกสมเพชนั่นอีก

“คะ…คุณเป็นใคร ละ…แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันครับ”

“หึ”

“หนะ…นี่ คะ…คุณจะทำอะไร”

ยิ่งอีกฝ่ายยังคงย่างเท้าเข้ามาใกล้อย่างไม่ยอมละสายตาเรียบนิ่งที่มองสบไปจากกัน จิณณ์ก็ยิ่งขยับกาย ถอยหนีตามกลไกของร่างกายที่ป้องกันตนเองจากภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ถึงแม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม

หมับ

“อ้ะ!”

“ซ่อนตัวเก่งจริงๆ นะ หาอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอ” มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าเรียวสวย ออกแรงกระตุกลากเพียงแค่นิดแต่มันกลับมีพละกำลังมหาศาล ทำเอาจิณณ์ถึงกับหลุดร้องเสียงหลง หงายหลังล้มลงไปนอนราบกับเตียงนอนนุ่มอีกครั้ง

“หึ บอบบางซะเหลือเกิน” นักรบโถมกายลงทาบทับ สองแขนแกร่งวางแนบลงกับเตียงนอน ปิดกั้นหนทางหนีของคนที่พยายามดิ้นรนเพื่อหาทางรอด

“คุณต้องการอะไร”

“ต้องการอะไร?” คิ้วหนาเลิกขึ้นนิด มองร่างบางสะอื้นสั่นเทาน้อยๆ ราวกับลูกนกอยู่ใต้อาณัติ นัยน์ตาเรียวเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำสีใสที่พร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ

“หึ คำพูดคำจาฟังดูผู้ดีมีการศึกษาสมกับเป็นเด็กนอกเสียเหลือเกิน ชีวิตที่ผ่านมาคงสุขสบายจนไม่รู้เลยสินะว่าคนอื่นจะเป็นจะตายยังไงบ้างน่ะ”

“คุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจ คุณจับมาผิดคนแล้วล่ะครับ ผมไม่…”

“ผิดคน? แล้ว ‘จิรนนท์ ฐานนันท์ญา’ ใช่ชื่อของมึงหรือเปล่าล่ะห้ะ?!”

“ชะ…ใช่ครับ ตะ…แต่ว่า ผมไม่เคยรู้จักคุณ”

“จะไปรู้ยังได้ยังไง ในเมื่อที่ผ่านมามึงกับครอบครัวคงมีความสุขกันมากจนลืมไปแล้วมั้ง ว่าเคยทำอะไรเลวๆ กับใครเอาไว้บ้าง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเค้นผ่านแนวฟันสวยที่ขบกันแน่นคล้ายกับต้องการข่มอารมณ์ ฝ่ามือหนาบังคับปลายคางมนให้แหงนขึ้นมองสบดวงตาคู่คมเข้ม ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยไฟโทสะที่พร้อมจะแผดเผา ทำลายคนตรงหน้าให้ย่อยยับไม่มีชิ้นดี จนลูกไก่ในกำมือถึงกับน้ำตาร่วงเผาะอย่างห้ามไม่อยู่อีกต่อไป

“ฮึก…คุณพูดอะไรผมไม่เห็นจะเข้าใจ”

“เลิกพล่ามสักที ถึงเวลาที่มึงและครอบครัวต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำเอาไว้กับครอบครัวกู!”

“ฮะ…ฮึก มะ…หมายความว่ายังไง” จิณณ์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด เพราะแรงบีบที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จนรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะแหลกละเอียดคามืออีกฝ่ายยังไงอย่างนั้น

“พูดแค่นี้คงไม่เข้าใจ งั้นเดี๋ยวกู…จะทำให้มึงเข้าใจง่ายขึ้นเอง”

“อื้อออออ” สิ้นน้ำเสียงแข็งกระด้างเย็นชา ริมฝีปากหนาก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากบางอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน ลิ้นร้อนชื้นพยายามแทรกผ่านเข้าไปภายในโพรงปากหวาน แต่ทว่าจิณณ์กลับเม้มปากแน่นจนได้ยินเสียงสบถขัดใจกับความดื้อด้านจากลำคอแกร่ง

“อะ…โอ้ย อื้อออ” เมื่อไม่ได้ดั่งใจมือหนาจึงลงแรงกดที่ปลายคางมนให้ริมฝีปากบางที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรงได้เผยออ้าออก ดวงหน้าสวยเหยเก ซ้ำน้ำตาเม็ดใสยังร่วงลงอาบสองแก้มด้วยความเจ็บปวด ส่งผลให้ลิ้นร้อนชื้นได้แทรกผ่านเข้าไปสำรวจภายในโพรงปากหวานอย่างง่ายดาย

นักรบกวาดต้อนเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กที่พยายามหลบหนีของคนไม่ประสาอย่างไร้ซึ่งความปรานี มือเรียวที่ถูกมัดเอาไว้พยายามดันแผ่นอกกว้างกำยำของด้านบนให้ออกห่าง อีกฝ่ายทั้งทุบ ทั้งตีหรือแม้แต่พยายามจิกปลายเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเต็มแรงก็ตาม แต่แค่นี้มีหรือที่คนอย่างเขาจะสะทกสะท้าน

กึก

“โอ๊ย!”

และเพราะรู้ดีว่าแรงอันน้อยนิดของตัวเองไม่สามารถทำอะไรกับร่างกายกำยำ แข็งแรงที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนักได้ จิณณ์จึงตัดสินใจกัดเข้าที่ริมฝีปากหนาของอีกฝ่ายเสียเต็มแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดมาจากปลายลิ้น

“นี่มึงกล้ากัดกูงั้นเหรอ ห้ะ?!”

นักรบผละออกมานิด ดวงตาคมกริบจ้องตัวการเขม็ง ก่อนจะใช้หลังมือปาดตรงรอยกัดที่ริมฝีปากของตัวเองจนมีเลือดติดมาด้วย เดาไม่ยากว่ามันเจ็บขนาดไหนเพราะรอยเลือดจางๆ ตรงริมฝีปากเล็กของคนที่นอนตัวสั่นอยู่บนเตียงนั่นก็เป็นคำตอบได้อย่างดี

“ผะ…ผม ไม่ได้ตั้งใจ คะ…คุณทำผมก่อน ฮึก ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่รู้เรื่อง” น้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้นว่าอย่างหวาดกลัวกับสายตาเหี้ยมโหดที่ไม่เคยเจอมาก่อน

“เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว กูเป็นคนตัดสินเอง”

“ปล่อยนะ ปล่อยผม!ฮือออออ”

เพี๊ยะ!

เป็นอีกครั้งที่คนพยายามดิ้นขัดขืนเพื่อหาทางรอดอย่างจิณณ์ต้องชะงัก เมื่อมือเรียวของตัวเองสะบัดฟาดเข้ากับแก้มคร้ามของคนด้านบนเสียจนดวงหน้าหล่อเหลานั้นหันไปตามแรง นักรบดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มข้างที่โดนตบ ริมฝีปากหนาแสยะยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นอย่างน่ากลัว ให้คนใต้อาณัติได้ตัวสั่นเทา มือไม้อ่อนแรงลงอย่างช่วยไม่ได้

“ชอบแบบรุนแรงก็ไม่บอก ได้! เดี๋ยวกูจัดให้”

“อย่านะ ฮือออ ได้ โปรด…อย่าทำอะไรผมเลยครับ” ดวงหน้าหวานที่เปื้อนหยาดน้ำตาส่ายไปมาเมื่อร่างสูงกระชากแขนเรียวขึ้นเหนือศีรษะ กดมันลงกับเตียงนอนเต็มแรง ก่อนที่มืออีกข้างจะบีบเค้นสร้างความเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง

จิณณ์ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายอีกฝ่าย มันเป็นอุบัติเหตุ เขาแค่อยากจะให้คนตัวสูงหยุดการกระทำอันโหดร้ายและป่าเถื่อนนี้สักที

“มึงทำร้ายร่างกายกูหนึ่งครั้งนั่นเท่ากับหนึ่งชั่วโมง ในเมื่อมึงกล้าทำให้กูได้เลือด คืนนี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้นอน!” ว่าจบ นักรบก็โถมกายลงทาบทับคนใต้ร่าง มือหนากดปลายคางมนอย่างเต็มแรงจนคนได้รับถึงกับหลุดเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

จากนั้น ริมฝีปากหนาก็บดเบียดลงกับริมฝีปากบางได้รูปโดยไม่เปิดโอกาสให้จิณณ์ได้เอ่ยปากร้องขอความเมตตาใดๆ อีกเป็นครั้งที่สอง ลิ้นร้อนกวาดต้อนหยาดน้ำหวานสีใสในโพรงปากอย่างรุนแรง มืออีกข้างที่ตรึงข้อมือเรียวอยู่เหนือศีรษะก็ลงแรงกดจนมันจมหายไปกับเตียงนอน

“อื้อออ”

เข่าเรียวยกขึ้นฝืนเรี่ยวแรงของตัวเองที่อ่อนระทวยลงไปทุกทีเพราะสัมผัสจากคนตัวสูง จิณณ์พยายามดิ้นไปมาเมื่อลมหายใจที่เคยมีเริ่มจะขาดห้วง นัยน์ตาหวานที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใสมองสบกับดวงตาคู่คมแสนกระด้าง เพื่อส่งผ่านความทรมานที่กำลังเผชิญหวังเพียงให้คนใจร้ายได้รับรู้

“หึ แค่นี้ก็จะตายแล้วเหรอ”

แนวฟันคมขบกัดกลีบปากล่าง ดึงรั้งความอ่อนนุ่มนั้นออกมาเล็กน้อยจนเกิดเสียงดังชวนอายก่อนจะผละออก มองดวงหน้าหวานที่บัดนี้แดงซ่าน ริมฝีปากบวมเจ่อเผยออ้าออกน้อยๆ เพื่อกอบโกยอากาศ

จิณณ์เบือนหน้าหนีจากสายตาเหยียดหยามและคำพูดดูถูกจากคนด้านบน ซึ่งนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้อีกคนได้ซุกไซ้โครงหน้าคร้ามลงกับซอกคอขาว แนวฟันคมขบกัดและดูดเม้มสร้างรอยรักเอาไว้ทั่วลำคอระหงเสียเต็มแรง จนคนได้รับสัมผัสสะดุ้งเฮือกรู้สึกเจ็บปร่าไปหมด

แควก!

“หึ ผิวดีฉิบหาย”

เสื้อยืดสีขาวตัวบางถูกกระชากออกจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดีเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียด ฝ่ามือหนาลากผ่านลำคอระหงไล่ต่ำลงมาจนถึงแผ่นอกบางเปลือยเปล่า ก่อนนิ้วร้อนจะสะกิดยอดอกสีสวยชมพูระเรื่อที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มหยันกับร่างบางที่บิดเร่าหนีสัมผัสชวนวาบหวามจากปลายนิ้วร้อน ไม่รอช้าให้เสียเวลานักรบก็โน้มลงครอบครองยอดอกสีสวยราวกับมันเป็นของกินแสนอร่อย แนวฟันคมสวยกัดเข้าที่ปลายยอดเสียเต็มแรง

งั่บ

“อ่าห์ โอ๊ย ยะ…อย่ากัด ฮึก …มะมันเจ็บ”

“ตอนนี้มึงไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองหรอกนะ” ตาคมเหลือบขึ้นมองคนที่เบ้หน้าร้องห้ามอย่างทรมาน ทว่า ไร้ผลเมื่อคนตัวสูงยังคงรุนแรงกับยอดอกสีสวยตรงหน้าทั้งสองข้างสลับกันไปมาจนมันแดงช้ำห้อเลือดเป็นรอยฟันเต็มไปหมด

ก่อนเจ้าของกลุ่มผมดำขลับจะเปลี่ยนเป้าหมายจากยอดอกสีสวยเป็นแผ่นอกบางเปลือยเปล่า ฝ่ามือหนาลงแรงบีบเค้นผิวเนียนอย่างหนักหน่วง จนเกิดรอยแดงไปทั่วทั้งร่างให้คนที่ได้รับสัมผัสแสนจาบจ้วงและรุนแรง ป่าเถื่อนไร้ซึ่งความปรานีเป็นอันต้องส่ายหน้าไปมาอย่างทรมาน

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ายังคงร่วงหล่นจากดวงตาเรียวสวย ข้อมือเรียวทั้งสองข้างที่ถูกมัดด้วยเชือกเส้นหนาแดงช้ำไปหมด ทั้งรอยนิ้วมือและหยดเลือดจางๆ ที่ไหลซึมออกมาจากการเสียดสีกันเพราะเจ้าตัวพยายามดิ้นรนขัดขืนก่อนหน้า

ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งทรมาน เชือกที่มัดข้อมือเรียวของจิณณ์อยู่ก็ยิ่งรัดแน่นกว่าเก่า เช่นเดียวกับคนด้านบนที่ยิ่งแสดงออกถึงอาการต่อต้านอีกฝ่ายก็ยิ่งทำรุนแรงและป่าเถื่อนกว่าเดิมหลายร้อยเท่า จนเขาได้แต่คิดว่าจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร

“อ๊ะ…อ่าห์” เสียงหวานเผลอหลุดครางแผ่วออกมา เมื่อส่วนอ่อนไหวใต้กางเกงตัวเก่งกำลังขยายออก เพราะฝ่ามือหนาที่นวดเฟ้นไปทั่วทั้งเรือนร่างอย่างหนักหน่วง

ฝ่ามือหนายกช้อนสะโพกมนขึ้นสูงเพื่อจัดการปลดกางเกงยีนส์และชั้นในสีขาวออกไปให้พ้นทาง จากนั้นก็แทรกกายหนาเข้าคั่นกลางระหว่างขาเรียวทั้งสองข้าง ข้อมือเรียวที่เคยวางอยู่เหนือศีรษะถูกเลื่อนลงมาหวังจะปกปิดส่วนโป่งพองที่ปรากฏสู่สายตาคมกริบอย่างนึกกระดากอาย

“หึ แค่นี้ก็รู้สึกแล้วเหรอวะ อ่อนชะมัดเลย”

หมับ

เฮือก

จิณณ์สะดุ้งเฮือก เบิกตาโพลงเมื่อมือหนาจับเข้าที่แก่นกายเล็กด้านล่างพลางขยับมือรูดรั้งขึ้นลงอย่างรุนแรงและหนักหน่วงจนน้ำสีขุ่นปริ่มออกมาจากปลายยอดแดงก่ำ แนวฟันสวยต้องขบกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงครางน่าอายเอาไว้ไม่ให้เผลอหลุดออกมา

“อ้ะ…อย่า อื้อ”

พยายามเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยห้าม เมื่อความรู้สึกปรารถนากำลังพุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึงขีดสุด แต่แล้ว ปลายนิ้วหัวแม่มือหนากลับกดลงตรงรอยหยักสีแดงที่ฉ่ำน้ำ ปิดกั้นเอาไว้ไม่ยอมให้คนที่ใกล้ถึงฝั่งฝันได้ปลดปล่อยอย่างที่ใจหวังในวินาทีต่อมา

“กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ มึงจะเสร็จก่อนได้ไง”

ปึก!

จิณณ์อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายผละกายออกห่างเพื่อถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่ จัดการรวบรวมกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ยกเท้าเรียวขึ้นถีบเข้ากลางแผ่นอกกว้างกำยำอย่างเต็มแรง จนร่างสูงไม่ทันตั้งตัวเผลอปล่อยมือข้างที่ยังจับแก่นกายเล็กออก

นักรบเซหงายหลังล้มลงไปกับเตียงนอนกว้าง จิณณ์อาศัยจังหวะนี้รับผุดลุกออกจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วหมายจะหนีไปให้ไกลจากสถานการณ์อันเลวร้ายตรงหน้า

ฟุบ

ทว่า เพียงแค่ปลายเท้าเรียวแตะถึงพื้น แข้งขาที่เคยคิดว่ายังมีแรงหลงเหลืออยู่กลับอ่อนพับเพราะแรงอารมณ์ปรารถนาที่ถูกปลุกปั้นขึ้นบวกกับการดิ้นรนหาหนทางเอาตัวรอด ทำเอาจิณณ์สูญเสียพลังไปมากจนกายบางทรุดลงนั่งกับพื้นเย็นเรียบร้อย

“กูเตือนมึงแล้วไงว่าอย่าพยายามหนี ยิ่งดิ้นรนตัวมึงเองนั่นแหละที่จะยิ่งเจ็บ”

“ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ฮึก ได้โปรด ฮือออ” คำอ้อนวอนขอร้องเสียงสะอื้นทั้งน้ำตานองหน้าเป็นภาพที่ใครมาเห็นคงรู้สึกสงสารจับใจ หากแต่มันใช้ไม่ได้กับผู้ชายที่ชื่อนักรบหรอกนะ

“อีกแล้วนะจิณณ์ กูเคยบอกมึงว่าไง…”

ตุบ!

ร่างบางของจิณณ์ถูกเหวี่ยงให้กลับมานอนแผ่หลาอยู่บนเตียงนอนกว้างดังเดิม นักรบกระชากเสื้อผ้าเนื้อดีแล้วโยนมันทิ้งอย่างรวดเร็วจนแทบจะกลายเป็นฉีกทึ้งเสียด้วยซ้ำ ก่อนร่างกายกำยำเปลือยเปล่าจะตามลงไปทาบทับคนที่นอนสะอื้นไห้จนตัวโยน

ความเป็นชายที่ร้อนระอุเสียดสีกับแก่นกายเล็กที่บวมเป่งจากแรงอารมณ์ที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยเมื่อครู่ จนกลีบปากบางเผลอครางเสียงกระเส่าออกมาอย่างลืมตัวผสมปนไปกับเสียงสะอื้นไห้เพราะความคัดแข็งจนรู้สึกปวดไปหมด

“หลายครั้งแล้วนะจิณณ์ มึงทำร้ายร่างกายกูหลายครั้งแล้วนะ”

“ผะ…ผมไม่ได้ตั้งใจ ผม”

“มึงทำตัวเองทั้งนั้นนะ” ว่าจบ ท่อนขาแกร่งทั้งสองข้างก็ดันขาเรียวขาวให้แยกออกกว้าง นักรบจับเอาแก่นกายใหญ่โตของตัวเองที่ขยายพองจนเต็มที่ แทรกผ่านช่องทางสีสวยรวดเดียวจนมิดด้าม โดยไม่มีการเบิกทางล่วงหน้าหรือใช้ตัวช่วยใดๆ

แน่นอนว่าสำหรับช่องทางคับแคบที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใดๆ ผ่านเข้ามาย่อมจะต้องเจ็บอย่างหาที่สุดไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่นักรบต้องการมากที่สุด

ยิ่งเจ็บ ยิ่งทรมาน ยิ่งฝังลึกลงไปถึงขั้วหัวใจได้เลยยิ่งดี

“อ๊ะ จ…เจ็บ เจ็บ ฮือออออ เอามันออกไปนะ เอาออกไป” จิณณ์หวีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เมื่อความร้อนระอุจากแก่นกายใหญ่โตและคับแน่นแทรกผ่านเข้ามา เลือดสีสดค่อยๆ ไหลลงมาเพราะช่องทางที่ฉีกขาด

คนตัวเล็กดิ้นรนปัดป่ายมือที่ถูกมัดไปมา ผลักไสแผ่นอกแกร่งของคนที่เริ่มขยับสะโพกสอบ สวนกายกระแทกเข้าออกถี่รัว ดวงตาคู่คมกริบแสนเย็นชาจับจ้องใบหน้าสวยหวานที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอย่างนึกสมเพช

ไม่มีความอ่อนหวาน

ไม่มีความอ่อนโยน

ไม่มีแม้ความเมตตาจากสายตาคู่นั้น

“จุ๊บ แน่นชะมัดเลยให้ตาย อ่าห์” นักรบโน้มตัวลงมาบดจูบกลีบปากบางที่บวมเจ่อนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่อนแขนแกร่งพลางโอบกอดกายบางเข้ามาแนบแน่น จนไม่เหลือแม้แต่ช่องว่างให้อากาศได้ลอดผ่าน

ขณะเดียวกัน สะโพกสอบก็เร่งจังหวะกระหน่ำรัวใส่ช่องทางด้านหลังของร่างบางไม่ยั้ง แม้จะรู้สึกฝืดคับไปบ้างเพราะความคับแน่นและแรงตอดรัดจากคนใต้ร่างราวกับจะไม่ยอมให้ความร่วมมือ แต่สำหรับคนที่ผ่านศึกบนเตียงมาอย่างโชกโชนแล้ว เรื่องแค่นี้ถือว่าสบายมากสำหรับนักรบ

“อ้ะ…ไม่…เจ็บ ชะ…ช้าหน่อย ชะ…ช้า” เสียงใสเอ่ยร้องออกมาอย่างจำนน เมื่อตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือคนด้านบนไปได้ จิณณ์ก็ได้แต่ภาวนาในใจขอให้อีกคนเมตตากับเขาบ้าง แค่เพียงสักนิดก็ยังดี

พั่บๆๆๆ

และยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ คำร้องขอของจิณณ์ยังคงกระตุ้นให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม นักรบกระแทกสวนกายรัวเร็วจนเสียงเนื้อกระทบกัน บวกกับเสียงครางระงมของทั้งสองที่แทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวดังสนั่นไปทั่วห้องนอนกว้าง

จุ๊บ

นักรบกดจูบกลีบปากบางที่พร่ำร้องห้ามพลางสะอื้นหนักๆ อีกครั้งก่อนจะยืดตัวขึ้น มือหนาดึงรั้งต้นขาเรียวขาวทั้งสองข้างเข้ามาใกล้ จากนั้นก็ดึงแก่นกายใหญ่ออกแล้วดันสวนเข้าไปใหม่จนมิดด้าม คว้านลึกกดย้ำหนักหน่วงและเร่าร้อน ให้จิณณ์หลุดเสียงครางตัวสั่น สมองขาวโพลนและว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว สองมือจิกระบายความเจ็บปวดที่แฝงความเสียวซ่านลงบนหลังมือของอีกคนที่ตะบี้ตะบันโถมแรงใส่ช่องทางของเขาไม่ยั้ง ลืมสิ้นแม้กระทั่งคำขู่ของอีกฝ่ายไปเสียสนิท

“อ้ะ…ต…ตรงนั้น อะ…มะ…ไม่ไหว แล้ว ฮื่อออออ” กายบางกระตุกถี่ หอบหายใจรุนแรง เมื่อท่อนไฟร้อนระอุกระแทกเน้นย้ำโดนจุดเสียวกระสันหลายครั้ง ก่อนจะปลดปล่อยของเหลวสีขุ่นออกมาทุกหยาดหยดเป็นครั้งแรก

“ซี๊ดส์…อ่าห์ สุดยอด” เสียงทุ้มพร่าคำรามต่ำในลำคอ ยามที่ช่วงล่างก็กวาดต้อนความสุขจากช่องทางคับแคบอันร้อนระอุ แรงตอดรัดตรงท่อนไฟร้อนของเขายังคงเป็นตัวกระตุ้นแรงกระแทกได้อย่างดี

“แฮก…แฮก ระ…แรงไป ฮึก เบา หน่อย” ผงกศีรษะขึ้นนิด ฝืนยกมือเรียวทั้งสองขึ้นดันกล้ามหน้าท้องแกร่งของคนที่ยังคงสวนกายเข้าออกอย่างเมามันไม่ออมแรง ฝ่ามือหนาดันแผ่นอกบางให้นอนราบลงไปกับเตียงอีกครั้ง แล้วบดจูบริมฝีปากบางที่ฝืนพูดทั้งที่สั่นระรัว ก่อนจะจับขาเรียวขาหนึ่งขึ้นพาดบ่าแกร่งแล้วซอยถี่ยิบ

เรือนกายขาวผ่องที่แดงซ่านกับหน่วยตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใส แนวฟันสวยขบกัดริมฝีปากล่างแน่นจนห้อเลือด เพราะต้องการกลั้นเสียงครวญครางน่าอายที่มาพร้อมแรงอารมณ์มากมาย ยิ่งเห็นนักรบก็ยิ่ง…ตาวาววับ อยากทำลายและบดขยี้มันให้แหลกใต้ร่างของเขายิ่งขึ้นไปอีก

ไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกอยากได้ขนาดนี้มาก่อนเลย

“อ้ะ…ฮ้า”

เสียงหวานครางแหบพร่า เมื่อฝ่ามือหนารูดรั้งไปมาจนปลายแดงก่ำฉ่ำน้ำคล้ายจะปลดปล่อยอีกระลอก ไม่นานกายบางก็เกร็งตัวแน่นแล้วปลดปล่อยออกมาเต็มฝ่ามือหนา จิณณ์ซบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อกับหมอนใบใหญ่อย่างอ่อนแรง

นักรบโน้มตัวลงนิด ใช้ปลายจมูกโด่งดันใบหน้าที่ซบอยู่กับหมอนให้หันกลับมารับจูบร้อนแรง ร่างกายท่อนล่างก็ขยับถี่รัวทั้งที่ขาเรียวยังคงพาดอยู่บนบ่าแกร่งจนช่องทางด้านหลังอ้าออกกว้าง

“อ่าห์ อืม…ฮึ่มมม”

เสียงคำรามครางต่ำในลำคอดังขึ้น เมื่อความเสียวแล่นมารวมกันอยู่ที่จุดเดียว ก่อนนักรบจะเร่งขยับกายแรงขึ้นกว่าเก่า เสียงของเหลวฉ่ำแฉะจากช่องทางคับแคบดังลอดออกมาท่ามกลางเสียงครางและเสียงเนื้อกระทบกัน

ร่างสูงกระแทกแก่นกายใหญ่ถี่รัวอีกไม่กี่ครั้ง จนในที่สุดก็อดกลั้นอีกต่อไปไม่ไหว กระตุกกายแล้วปล่อยทุกหยาดหยดความต้องการออกมาเต็มช่องทางคับแคบ ของเหลวสีขุ่นไหลซึมพร้อมกับหยดเลือดสีสดเลอะไปทั่วทั้งต้นขาเรียว ความปวดแสบตรงช่องทางฉีกขาดเริ่มเข้ามาแทนที่เมื่อสงครามในสนามรักสิ้นสุดลง

ดวงหน้าหล่อซบลงบนแผ่นอกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ลมหายใจร้อนรินรดต้นคอขาวก่อนจะขบกัดสร้างร่องรอยความเป็นเจ้าของเอาไว้อีกครั้ง

เพี๊ยะ!

“ลุกขึ้นมา ถ้ากูไม่อนุญาต อย่าคิดที่จะหลับเชียวนะมึง” ฝ่ามือหนาฟาดเข้าที่ดวงหน้าหวานไม่แรงนัก แค่พอเรียกสติของคนที่กำลังตาปรือปรอยคล้ายจะหลับอยู่รอมร่อให้ฝืนลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“พะ…พอ เถอะ อึก ครับ ผะ…ผม ไม่ไหวแล้ว ฮึก ได้โปรด”

“มึงไม่ไหวแต่กูไหว นี่มันยังไม่คุ้มกับที่มึงทำร้ายร่างกายกูเลยนะ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบบอกข้างใบหูขาวของคนที่นอนตะแคงข้าง ลิ้นร้อนลากเลียตามใบหูขาว ก่อนจะขบเม้มให้คนอีกคนสะดุ้งเฮือก ความเป็นชายที่ยังคงค้างอยู่ในช่องทางด้านหลังก็เริ่มขยายพร้อมแรงขยับเข้าออกเพื่อบอกให้รู้ว่าบทรักครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

ขณะที่มือหนาก็เอื้อมไปหยิบคัตเตอร์บนโต๊ะข้างเตียงมาตัดเชือกออก ก่อนจะจับคนที่นอนตะแคงข้างแล้วพลิกหันกลับมานอนหงายดังเดิม จากนั้นก็เริ่มต้นขยับกายช่วงล่างอีกครั้งจนได้ยินเสียงฉ่ำแฉะของของเหลวจากทางด้านในที่ยังคั่งค้างอยู่ มือเรียวที่เป็นอิสระยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งอย่างต้องการที่พึ่ง

จิณณ์ได้แต่พยายามฝืนกายแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านอีกต่อไป เขาได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายกระแทกกระทั้น ตักตวงหรือทำร้ายร่างกายแสนบอบบางนี้ตามใจชอบ นัยน์ตาเรียวเหม่อมองคนด้านบนด้วยสายตาสั่นระริกอย่างนึกมีคำถามในใจ

เขาทำอะไรผิด ครอบครัวของเขาเคยไปทำอะไรให้อีกคนกันหรือ ทำไมต้องทำร้ายกันอย่างแสนสาหัสเช่นนี้


.

.

.


“เฮียว่าพวกเราควรกลับได้แล้วป่ะวะ”        

ในขณะที่เจ้านายใหญ่กำลังสร้างความร้อนแรงกับร่างบางในห้องนอนกว้าง อีกฝั่งของบานประตูเชื่อมระหว่างห้องทำงานและห้องนอนชั่วคราวของอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ สามหนุ่มหล่อประจำอู่กำลังอดทนอดกลั้น ฟังเสียงที่เล็ดลอดออกมาอย่างเต็มที่

นานนับชั่วโมงแล้วที่เลโอ แทนไทและควันนั่งอยู่หน้าห้องนอนชั่วคราวของคนเป็นเจ้านาย ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาได้ยินเรื่องราว รวมถึงบทสนทนาทั้งหมดของคนเป็นนายกับพนักงานเสิร์ฟหนุ่มตัวน้อยที่พวกเขาเป็นคนพามา

และเป็นควันเองที่อดทนต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจเอ่ยถามพี่ชายร่างสูงคนสนิททั้งสองด้วยสีหน้าปวดหนึบและทรมาน ขืนอยู่นานกว่านี้อีกนิดเขาก็กลัวเหลือเกินว่าอาจจะมีการได้เสียกับไอ้พี่เลโอหรือไม่ก็ไอ้พี่แทนไทมันแน่ๆ

เฮียรบแม่งเบาๆ หน่อยไม่ได้เหรอวะ

“กูกลับล่ะ พรุ่งนี้น้องมีเรียนแต่เช้าต้องรีบตื่นไปส่งอีก พวกมึงสองคนจะอยู่เฮียกับคุณจิณณ์ต่อก็ได้นะ” ว่าจบ เลโอก็ผุดกายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเตรียมสาวเท้ากลับไปยังรถคันหรูหน้าอู่

ส่งตัวเป้าหมายอย่างคุณจิณณ์ให้คนเป็นเจ้านายเป็นที่เรียบร้อยมันก็คงจะหมดหน้าที่ในวันนี้ของเขาแล้วเหมือนกัน เพราะงั้นถ้าจะขอกลับก่อนโดยไม่ต้องบอกลาแบบนี้เฮียนักรบคงไม่ว่าหรอกนะ

“จะกลับไปจัดการลูกชายมึงที่ตื่นมาทักทายแล้วก็บอก ไม่ต้องมาทำเป็นเก๊กขรึม เอาเรื่องเรียนของน้องมาอ้างครับเพื่อน” หากไม่ติดที่เสียงแหบพร่าอย่างอดทนอดกลั้น แต่ไม่วายยังขอให้ได้แซวกันสักหน่อยของไอ้เพื่อนผิวแทนดังไล่หลังมาเสียก่อน

ทำมาเป็นพูดเสียงนิ่งๆ กลบเกลื่อนอาการ โทษทีเถอะ กูทันเห็นนะครับว่าใต้กางเกงยีนส์ตัวเก่าของมึงมันนูนออกมามากกว่าปกติน่ะ

“เรื่องของกูครับ” เลโอหันกลับมากระตุกยิ้มมุมปากกวนๆ ใส่คนแซวที่สีหน้าดูทรมานไม่ต่างกัน ก่อนจะหมุนปลายเท้าก้าวออกจากห้อง

“อ่ะ เฮียเลโอของมึงชิงหนีกลับบ้านไปก่อนแล้ว แล้วมึงอ่ะจะเอายังไงไอ้ควัน คืนนี้จะอยู่เฝ้าอู่กับเฮียรบไหมหรือจะกลับกับกู”

“ถ้าเรากลับก่อนจะไม่โดนเฮียรบด่าใช่ไหมเฮีย”

“ไม่หรอกน่า ตอนนี้มันหมดหน้าที่ของพวกเราแล้ว ที่เหลือมันก็เป็นเรื่องของเจ้านาย เด็กอย่างมึงควรจะรีบกลับบ้านไปนอนพักผ่อนเอาแรงเตรียมตัวตื่นมาทำงานพรุ่งนี้เหอะ”

“แต่ว่า…”

“ช้า งั้นกูทิ้งให้อยู่กับเฮียนะ”

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิเฮียแทน! รอผมด้วย” ได้ยินเพียงเท่านั้นควันก็รีบผุดลุกขึ้น พยายามฝืนวิ่งตามพี่ชายผิวแทนที่เดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้สึกปวดคัดไปทั้งช่วงล่างแล้วก็ตาม

เรื่องอะไรจะอยู่ฟังต่อทั้งคืนละวะ แค่นี้ก็ปวดหนึบไปทั้งร่างแล้ว เฮียรบแม่งก็ดุเดือดขนาดนั้นแถมยังอึดเกินคนอีกต่างหาก สงสารก็แต่คุณจิณณ์จะอยู่หรอกถึงพรุ่งนี้ไหมวะเนี่ย

ดวงหน้าหล่อเหลาอดไม่ได้จะเอี้ยวกลับไปมองยังประตูเชื่อมขนาดใหญ่ ที่ยังคงมีเสียงหวานสะอื้นและเสียงทุ้มครางต่ำเล็ดลอดออกมาเป็นระยะอย่างรู้สึกสงสารจับใจ




---

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว